พฤษภาคม 4, 2026

แมวเป็นหวัด อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลเบื้องต้น

สุขภาพของสัตว์เลี้ยง

แมวเป็นหวัด อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลเบื้องต้น


อาการ “เป็นหวัด” หรือ โรคหวัดแมว (Cat Flu) มักมีสาเหตุหลักจากการติดเชื้อไวรัส Feline herpes virus type 1 ซึ่งทำให้เกิด การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (Feline Upper Respiratory Infection) และสามารถแพร่กระจายไปยังแมวตัวอื่นได้อย่างรวดเร็ว หากแมวเริ่มมีสัญญาณเตือน เช่น จามบ่อย มีน้ำมูกขุ่นเขียว ตาแดงแฉะ ซึมเซา และเบื่ออาหาร สิ่งแรกที่เจ้าของต้องทำคือ แยกแมวป่วยออกจากแมวตัวอื่นทันที และ ห้ามให้ยาลดไข้ของคนเด็ดขาด เพราะเป็นพิษรุนแรงถึงชีวิต วิธีดูแลเบื้องต้นคือการ ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดรอบจมูกและตา ให้แมวหายใจสะดวกขึ้น พร้อมใช้เทคนิค “อุ่นอาหารเปียก” เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร แต่หากพบว่าแมวมีอาการหอบ หายใจลำบาก หรือ ไม่ยอมกินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

สารบัญเนื้อหา

โรคหวัดแมวคืออะไร?

โรคหวัดแมว (Cat Flu) คือกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้แมวมีอาการคล้ายหวัดในคน เช่น จาม น้ำมูกไหล ตาแฉะ และเบื่ออาหาร สิ่งสำคัญที่เจ้าของควรทราบคือ หวัดแมวเกิดจากเชื้อคนละกลุ่มกับหวัดของคน จึงไม่สามารถติดต่อข้ามสายพันธุ์จากแมวมาสู่คนได้อย่างไรก็ตาม หวัดแมวสามารถแพร่กระจายระหว่างแมวด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ขี้ตา หรือแม้แต่การจามใส่กัน

แมวที่เคยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (FHV-1) สามารถกลับมาแสดงอาการได้อีกเมื่อแมวเครียด ภูมิคุ้มกันตก หรือร่างกายอ่อนแอ

แมวเป็นหวัด อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลเบื้องต้น

4 สาเหตุหลักที่ทำให้แมวเป็นหวัด

การเข้าใจสาเหตุของหวัดแมวช่วยให้เจ้าของสามารถป้องกันและดูแลน้องแมวได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น

1. เชื้อไวรัส ตัวการหลักกว่า 90%

มากกว่า 90% ของหวัดแมวเกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ไวรัสเฮอร์ปีส์ชนิดที่ 1 (Feline Herpesvirus type 1: FHV-1) และไวรัสคาลิซี (Feline Calicivirus: FCV) โดยไวรัสเฮอร์ปีส์มักทำให้เกิดอาการทางตาและจมูก เช่น เยื่อบุตาอักเสบ แผลที่กระจกตา น้ำมูกข้นเขียว ส่วนไวรัสคาลิซีมักทำให้เกิดแผลในช่องปาก ลิ้น และเหงือกอักเสบ ทำให้แมวเจ็บจนไม่ยอมกินอาหาร

2. เชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

นอกจากไวรัสแล้ว เชื้อแบคทีเรียหลายชนิดสามารถก่อโรคหวัดแมวร่วมด้วย ได้แก่ Bordetella bronchiseptica, Chlamydia felis และ Mycoplasma spp ในทางคลินิกมักพบการติดเชื้อร่วมกันมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้นและใช้เวลาหายนานขึ้น หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน สัตวแพทย์อาจจำเป็นต้องสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อรักษา

3. สิ่งแวดล้อมและความเครียด

แมวที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น ย้ายบ้าน อยู่ในที่มีเสียงดัง อยู่ในห้องแอร์เย็นจัด หรืออยู่ในสถานที่รวมแมวจำนวนมาก (เช่น สถานสงเคราะห์สัตว์ ร้านขายสัตว์เลี้ยง) มีโอกาสเป็นหวัดสูงกว่าปกติ เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน งานวิจัยจาก Pedersen et al. (2004) พบว่าแมวที่เข้าสถานสงเคราะห์เพียง 1 สัปดาห์ มีอัตราการแพร่เชื้อ FHV เพิ่มจาก 4% เป็น 52%

4. ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

แมวที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ กลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ลูกแมวอายุต่ำกว่า 1 ปี (โดยเฉพาะช่วง 8-12 สัปดาห์ที่ภูมิคุ้มกันจากแม่ลดลงแต่ระบบภูมิคุ้มกันตนเองยังพัฒนาไม่เต็มที่ ซึ่งเรียกว่า “Immunity Gap”), แมวสูงวัยอายุ 7 ปีขึ้นไป, แมวที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน, แมวที่ติดเชื้อ FIV หรือ FeLV รวมถึงแม่แมวที่กำลังให้นมลูก

อาการที่บ่งบอกว่าแมวเป็นหวัด

การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้เจ้าของสามารถดูแลและตัดสินใจพาไปพบสัตวแพทย์ได้ทันเวลา อาการของแมวเป็นหวัดแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

อาการระยะแรก (สังเกตได้ภายใน 1-3 วัน)

อาการเริ่มต้นมักไม่จำเพาะเจาะจง แต่เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ จามบ่อยผิดปกติ (จามเป็นชุดๆ ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่จามเป็นครั้งคราว), ซึมลง ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ, เบื่ออาหาร กินน้อยลง และมีไข้ต่ำๆ โดยอุณหภูมิร่างกายแมวปกติอยู่ที่ 38-39.2°C ถ้าสูงกว่านี้ถือว่ามีไข้

อาการระยะกลาง (วันที่ 3-7)

เมื่อการติดเชื้อลุกลาม อาการจะชัดเจนขึ้น ได้แก่ มีน้ำมูกไหล (น้ำมูกใสในระยะแรก เปลี่ยนเป็นข้นเขียวหากมีแบคทีเรียแทรกซ้อน), น้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ เยื่อบุตาอักเสบบวมแดง, คัดจมูก หายใจเสียงดัง อาจเห็นแมวใช้เท้าเขี่ยหรือตบจมูก และร้องเสียงแหบหรือไม่มีเสียง ในระยะนี้แมวหลายตัวจะเริ่มกินอาหารน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะจมูกอุดตันทำให้ดมกลิ่นอาหารไม่ได้ ซึ่งสำหรับแมวแล้ว กลิ่นคือปัจจัยหลักที่กระตุ้นความอยากอาหาร

อาการรุนแรง (ต้องพบสัตวแพทย์ทันที)

อาการเหล่านี้ถือว่าอันตราย ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่ หายใจลำบาก หายใจทางปาก (อ้าปากหายใจ), มีแผลหลุมในช่องปาก ลิ้น หรือเหงือก (บ่งชี้ว่าอาจติดเชื้อไวรัสคาลิซี), ไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำเลย ติดต่อกันเกิน 24 ชั่วโมง, ตาบวมจนลืมตาไม่ได้ มีแผลที่กระจกตา และไอเรื้อรัง มีเสมหะ

วิธีดูแลแมวเป็นหวัดเบื้องต้นที่บ้าน

สำหรับแมวโตที่มีสุขภาพพื้นฐานดีและมีอาการไม่รุนแรง เจ้าของสามารถดูแลเบื้องต้นได้ที่บ้าน โดยอาการมักค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 7-10 วัน อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 4 วัน หรือแย่ลง ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

ทำความสะอาดจมูกและตา

ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือ เช็ดน้ำมูกและขี้ตาให้แมวอย่างเบามือ วันละ 3-4 ครั้ง การเช็ดน้ำมูกออกช่วยให้แมวหายใจสะดวกขึ้นและยังดมกลิ่นอาหารได้ ควรใช้ผ้าคนละผืนสำหรับจมูกกับตา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

เพิ่มความชื้นในอากาศ

อากาศแห้งทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคืองมากขึ้น การเปิดเครื่องทำความชื้น (humidifier) ในห้องที่แมวอยู่ จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้ อีกวิธีหนึ่งคือพาแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อเข้าตู้อบให้ออกซิเจนและพิจารณาให้ยาเพื่อบรรเทาอาการทางระบบหายใจ

กระตุ้นให้กินอาหารและดื่มน้ำ

การที่แมวเป็นหวัดแล้วไม่ยอมกินอาหารเป็นปัญหาที่อันตราย เพราะแมวที่อดอาหารนานเกิน 48 ชั่วโมงมีความเสี่ยงต่อการตอบสนองกลไกของร่างกายในลักษณะ Negative energy balance ทำให้พยายามสะสมไขมันในร่างกายเพิ่มเติมจากการอดอาหาร และนำไปสู่ภาวะไขมันในกระแสเลือดสูงขึ้น (Hyperlipidemia) และ ภาวะไขมันพอกตับ (Hepatic lipidosis) เคล็ดลับที่ช่วยได้คือ อุ่นอาหารเปียกให้มีกลิ่นหอมขึ้น เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร, เปลี่ยนจากอาหารเม็ดเป็นอาหารเปียกหรืออาหารที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม ซึ่งกินง่ายกว่าเวลาเจ็บปาก, วางชามน้ำสะอาดหลายจุดในบ้าน และเสริมน้ำซุปไก่ที่ไม่ปรุงรสเพื่อลดโอกาสในการไม่กินอาหาร จนนำไปสู่ปัญหาดังกล่าว

จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

ลดความเครียดให้แมวมากที่สุด เพราะความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันตกและอาการหวัดแย่ลง ควรจัดที่นอนอุ่นๆ สะอาด ในมุมสงบ, หลีกเลี่ยงเสียงดังและการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรกะทันหัน และถ้ามีแมวหลายตัว ควรแยกแมวที่ป่วยออกจากแมวตัวอื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

ข้อห้ามสำคัญ

ห้ามให้ยาคนกับแมวเด็ดขาด โดยเฉพาะยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งเป็นพิษต่อแมวอย่างรุนแรง แม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้แมวเสียชีวิตได้ ควรให้เฉพาะยาที่สัตวแพทย์สั่งเท่านั้น

เมื่อไหร่ต้องพาแมวไปพบสัตวแพทย์?

แม้หวัดแมวส่วนใหญ่ในแมวโตสุขภาพดีจะหายได้เองใน 7-10 วัน แต่มีบางสถานการณ์ที่ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยไม่ชักช้า

ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีหาก: น้องแมวเป็นลูกแมวอายุต่ำกว่า 1 ปี หรือเป็นแมวสูงวัยอายุ 7 ปีขึ้นไป, อาการไม่ดีขึ้นภายใน 4 วัน หรือทรุดลง, แมวหยุดกินอาหารและดื่มน้ำเกิน 24 ชั่วโมง, มีอาการหายใจลำบาก หายใจทางปาก, น้ำมูกหรือขี้ตาเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือเหลือง, มีแผลที่ตา ตาบวมจนลืมไม่ได้, แมวยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือเป็นแม่แมวที่กำลังให้นมลูก

สัตวแพทย์จะตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค โดยอาจตรวจเลือด ตรวจสารคัดหลั่ง หรือทำ PCR เพื่อระบุชนิดเชื้อ จากนั้นจะให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาปฏิชีวนะสำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน, ยาป้ายตาสำหรับอาการเยื่อบุตาอักเสบ, ยาลดน้ำมูกและเสมหะ, สารน้ำทดแทนในกรณีขาดน้ำ และอาหารทางการแพทย์เพื่อรักษาน้ำหนัก

โภชนาการเสริมภูมิคุ้มกัน กุญแจสำคัญในการป้องกันหวัดแมว

ระบบทางเดินอาหารเป็นที่อยู่ของเซลล์ภูมิคุ้มกันมากกว่า 65% ของร่างกาย การให้อาหารที่มีคุณภาพจึงส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน สารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันแมว ได้แก่

1. พรีไบโอติกส์ (MOS) — ดูแลสุขภาพลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกันจากภายใน

พรีไบโอติกส์ชนิด MOS (Mannan-Oligosaccharides) ทำหน้าที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างสมดุลของไมโครไบโอม (Microbiome) เมื่อลำไส้แข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพงานวิจัยจาก Frontiers in Veterinary Science แสดงให้เห็นว่ายีสต์ Saccharomyces และอนุพันธ์ รวมถึง MOS มีศักยภาพในการส่งเสริมภูมิคุ้มกันในสัตว์เลี้ยงอย่างมีนัยสำคัญ

2. ซิงค์ (Zinc) — แร่ธาตุหลักเพื่อภูมิคุ้มกัน

ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ภาวะขาดซิงค์ส่งผลให้จำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ลดลง การผลิตแอนติบอดีลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้ซิงค์ยังช่วยบำรุงผิวหนังซึ่งเป็นด่านป้องกันเชื้อโรคชั้นแรกของร่างกาย

3. โอเมก้า 3, 6 — ลดการอักเสบ บำรุงผิวหนังและขน

กรดไขมันโอเมก้า 3 (EPA และ DHA) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดการผลิตสารก่อการอักเสบในร่างกาย ขณะที่โอเมก้า 6 ช่วยบำรุงผิวหนังให้แข็งแรง ขนสวยเงางาม เมื่อผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายมีสุขภาพดี ก็ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. วิตามินและแร่ธาตุรวม — เติมเต็มโภชนาการครบทุกด้าน

วิตามิน A ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันและบำรุงสายตา วิตามินกลุ่ม B จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญปกติ วิตามิน D ช่วยสร้างกระดูกและฟันแข็งแรง วิตามิน E มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย การได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วนช่วยให้ทุกระบบในร่างกายทำงานสอดประสานกัน รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน

แมวเป็นหวัด อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลเบื้องต้น

เลือกอาหารอย่างไร ให้น้องแมวภูมิคุ้มกันแกร่ง ไม่ป่วยง่าย

การลงทุนกับ “อาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” คือ พื้นฐานที่สำคัญในการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยงอย่างยั่งยืน ดีกว่ารอให้น้องป่วยแล้วจ่ายค่ารักษาบานปลาย นี่คือ 3 ทางเลือกโภชนาการเพื่อสุขภาพระยะยาว

1. อาหารหลัก: เสริมเกราะป้องกันทุกมื้อ

สำหรับเจ้าของที่มองหาความคุ้มค่าและครบถ้วน CAT n joy มาพร้อมนวัตกรรม Triple Protection (3 พลังเสริมภูมิคุ้มกัน) ที่ดูแลครบ 3 ด้านสำคัญ

  • ไลซีน (Lysine): กรดอะมิโนจำเป็น ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนตี้บอดี้
  • พรีไบโอติกส์ (Prebiotics (MOS)): ปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (เพราะ 70% ของภูมิคุ้มกันอยู่ที่ลำไส้)
  • ซิงก์และโอเมก้า (Zinc & Omega): เสริมเกราะป้องกันผิวหนัง เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น

จุดเด่นเพิ่มเติม: สูตรนี้ยังช่วย คุมความเค็ม (ลดเสี่ยงโรคไต), ลดกลิ่นมูล และ อุดมไปด้วยวิตามินถึง 23 ชนิด มีครบทุกช่วงวัยตั้งแต่ลูกแมวถึงแมวสูงวัย 7 ปี+

แมวเป็นหวัด อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลเบื้องต้น

2. อาหารพรีเมียมดูแลเชิงลึกระดับเซลล์

หากต้องการยกระดับสุขภาพขั้นสุด Perfecta Wellness คือคำตอบ ด้วยวัตถุดิบ เนื้อสด Human Grade อันดับ 1 (ไม่ผ่าน Ultra Process) ที่อัดแน่นด้วยสารอาหารเข้มข้น

  • 3X Biotics: ผสาน Pre, Pro และ Post Biotics ดูแลระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันแบบครบวงจร
  • Superfoods 6 สี: ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์
  • Vitamin Boost 1.5X: เสริมวิตามินและแร่ธาตุเข้มข้นกว่าสูตรปกติ 1.5 เท่า
  • ปลอดภัยสูงสุด: ปราศจากกลูเตน ข้าวโพด ข้าวสาลี และผลพลอยได้จากสัตว์

3. ขนมระหว่างวันอร่อยและได้ประโยชน์

เปลี่ยนขนมกินเล่นให้เป็นตัวช่วยสุขภาพด้วย CAT n joy Crispy Bites สูตร Immunity

  • ส่วนผสม: อัดแน่นด้วย เบต้ากลูแคน และ มัลติวิตามิน (A, D, E, K, B และ C)
  • เหมาะสำหรับ: แมวป่วยบ่อย, แมวเครียด, ช่วงย้ายบ้าน, หลังหย่านม หรือหลังฉีดวัคซีนที่ต้องการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นพิเศษครับ

5 วิธีป้องกันไม่ให้แมวเป็นหวัด

การป้องกันคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้น้องแมวห่างไกลจากโรคทางเดินหายใจที่รักษายาก นี่คือ 5 กฎเหล็กที่เจ้าของต้องรู้

1. วัคซีนต้องเป๊ะ (Vaccination) วัคซีนรวม (Feline herpes visrus type 1, Feline Calicivirus, Feline Parvovirus) คือเกราะป้องกันด่านแรก แม้จะไม่สามารถกันติดเชื้อได้ 100% แต่ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้มหาศาล ควรเริ่มฉีดเข็มแรกที่อายุ 8 สัปดาห์ และกระตุ้นซ้ำทุกปีอย่างเคร่งครัด

2. โภชนาการสร้างภูมิ (Immune-Boosting Diet) “ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เริ่มต้นที่ชามอาหาร“ เลือกอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและเสริมเกราะป้องกันด้วย Prebiotics, Zinc, Omega และวิตามินรวม เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แกร่งจากภายใน

3. ความเครียด = ศัตรู (Stress Management) ความเครียดทำให้ภูมิตกและป่วยง่าย ควรจัดบ้านให้มีพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) มีที่ลับเล็บและที่หลบซ่อน เพื่อให้น้องแมวรู้สึกผ่อนคลายและมั่นคง

4. คลีนให้เกลี้ยง (Hygiene) เชื้อหวัดแมว (โดยเฉพาะ Feline herpes virus type 1) อึดและอยู่บนพื้นผิวได้นานเป็นเดือน เจ้าของต้องหมั่นล้างชามอาหาร ชามน้ำ กระบะทราย และของเล่นให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อตัดวงจรเชื้อโรค

5. กฎเหล็กรับน้องใหม่ (Quarantine) หากรับแมวตัวใหม่เข้าบ้าน ห้าม เลี้ยงรวมทันที ต้องแยกเลี้ยงเพื่อดูอาการอย่างน้อย 14 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าน้องใหม่ไม่ได้พาเชื้อหวัดมาติดพี่ๆ ในบ้าน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแมวเป็นหวัด

Q1: แมวเป็นหวัดหายเองได้ไหม?

A: ได้ ในกรณีของแมวโตที่สุขภาพพื้นฐานดี อาการมักจะหายไปเองภายใน 7-10 วัน อย่างไรก็ตาม ลูกแมว แมวสูงวัย หรือแมวที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจต้องได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่โรคปอดบวมหรือเสียชีวิตได้

Q2: หวัดแมวติดคนไหม?

A: ไม่ติด เชื้อที่ทำให้เกิดหวัดแมว (FHV-1) เป็นเชื้อเฉพาะสำหรับแมว ไม่สามารถแพร่มาสู่คนได้ แต่สามารถแพร่กระจายระหว่างแมวด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว

Q3: หวัดแมว กับ ไข้หัดแมว เหมือนกันไหม?

A: ต่างกันโดยสิ้นเชิง หวัดแมว (Cat Flu) เป็นโรคทางเดินหายใจที่ไม่ค่อยรุนแรงในแมวโต ส่วนไข้หัดแมว (Feline Panleukopenia) เป็นโรคร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัส Parvovirus ทำให้เม็ดเลือดขาวลดลงอย่างรุนแรง มีอัตราตายสูงโดยเฉพาะในลูกแมว ทั้งสองโรคมีวัคซีนป้องกัน

Q4: แมวเป็นหวัดควรอาบน้ำไหม?

A: ไม่ควร การอาบน้ำขณะแมวป่วยจะทำให้ร่างกายเย็นลง เพิ่มความเครียด และอาจทำให้อาการแย่ลง ควรรอให้น้องแมวหายดีก่อน


อ้างอิงจาก

  • American Veterinary Medical Association (AVMA). “Feline Upper Respiratory Infections.” accessible from: https://www.avma.org
  • International Cat Care. “Cat Flu – Feline Upper Respiratory Infection.” accessible from: https://icatcare.org
  • Merck Veterinary Manual. “Feline Respiratory Disease Complex.” accessible from: https://www.merckvetmanual.com
  • Pedersen, N.C. et al. (2004). “Feline herpesvirus shedding patterns in shelters.” Journal of Feline Medicine and Surgery.
  • Stiles, J. et al. (2002). “Effect of oral administration of L-lysine on conjunctivitis caused by feline herpesvirus in cats.” American Journal of Veterinary Research.
  • Rees, T.M. & Lubinski, J.L. (2008). “Oral supplementation with L-lysine did not prevent upper respiratory infection in a shelter population of cats.” Journal of Feline Medicine and Surgery. accessible from: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18547855/
  • Drazenovich, T.L. et al. (2009). “Effects of dietary lysine supplementation on upper respiratory and ocular disease and detection of infectious organisms in cats within an animal shelter.” American Journal of Veterinary Research.
  • Bol, S. & Bunnik, E.M. (2015). “Lysine supplementation is not effective for the prevention or treatment of feline herpesvirus 1 infection in cats: a systematic review.” BMC Veterinary Research. accessible from: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4647294/
  • PetMD. “Nutrition to Strengthen the Immune System of Dogs & Cats.” accessible from: https://www.petmd.com
  • Hill’s Pet Nutrition. “Understanding Immune System Support for Cats.” accessible from: https://www.hillspet.com
  • Purina US. “Cat Vitamins & Supplements: What Do Cats Need?” accessible from: https://www.purina.com
  • Maturana, M. et al. (2023). “Potential benefits of yeast Saccharomyces and their derivatives in dogs and cats: a review.” Frontiers in Veterinary Science.
  • ASPCA Animal Poison Control Center. “People Medications Toxic to Pets.” accessible from: https://www.aspca.org
  • โรงพยาบาลพญาไท 7 สัตว์แพทย์. “อาการที่บอกว่าแมวเป็นหวัด.” accessible from: https://www.phyathai7pet.com


บทความน่าสนใจ

อาหารและโภชนาการHypoallergenic กับ Anallergenic ต่างกันยังไง? เลือกสูตรไหนให้เหมาะกับสุนัขแพ้ง่าย

เมื่อสุนัขคัน เกาไม่หยุด เลียเท้าบ่อย ขนร่วง ผิวหนังแดง หูอักเสบซ้ำ หรือท้องเสียง่าย เจ้าของอาจเริ่มสงสัยว่า “สุนัขแพ้อาหารหรือเปล่า?” และมักเจอคำว่า Hypoallergenic Dog Food กับ Anallergenic Dog Food ซึ่งดูคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ระดับการย่อยโปรตีนและขนาดโมเลกุลของโปรตีน โดยสรุป Hypoallergenic Dog Food ใช้โปรตีนที่ถูกย่อยให้มีโมเลกุลเล็กลง เพื่อลดโอกาสกระตุ้นการตอบสนองต่ออาหาร เหมาะกับสุนัขแพ้ง่ายหรือไวต่ออาหารทั่วไป ส่วน Anallergenic Dog Food ใช้โปรตีนที่มีโมเลกุลเล็กกว่า จึงอาจเหมาะกับสุนัขที่ไวต่ออาหารมาก หรือต้องการการดูแลเฉพาะทางมากขึ้น บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจความต่างระหว่าง Hypoallergenic กับ Anallergenic พร้อมแนวทางเลือกสูตรอาหารให้เหมาะกับสุนัขที่มีปัญหาคัน ผิวหนังแพ้ง่าย ขนร่วง หรือสงสัยว่าแพ้อาหาร หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการดูแลเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากสุนัขมีอาการคันรุนแรง ผิวหนังอักเสบ หรือสงสัยว่าแพ้อาหาร ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเปลี่ยนอาหาร โดยเฉพาะอาหารกลุ่ม Veterinary Diet หรืออาหารสูตรเฉพาะทาง สารบัญเนื้อหา Hypoallergenic Dog Food คืออะไร? Anal […]

อาหารและโภชนาการFOS Prebiotic ในอาหารหมาช่วยอะไร? ดีต่อระบบย่อย ลำไส้ และหมาแพ้ง่ายไหม

ถ้าสุนัขถ่ายเหลวบ่อย อุจจาระไม่เป็นก้อน ท้องเสียง่าย หรือมีอาการคันผิวหนังร่วมกับระบบย่อยอาหารรวน เจ้าของหลายคนอาจเริ่มมองหาอาหารสุนัขที่มี FOS prebiotic เพราะได้ยินว่าช่วยดูแลลำไส้และระบบขับถ่ายได้ดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว FOS คืออะไร ช่วยสุนัขเรื่องอะไรบ้าง ควรได้รับในปริมาณเท่าไรถึงเหมาะสม และถ้าสุนัขแพ้อาหารหรือผิวหนังแพ้ง่าย การเลือกอาหารที่มี FOS อย่างเดียวเพียงพอไหม? บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ พร้อมแนวทางเลือกอาหารสำหรับสุนัขระบบย่อยไว สุนัขแพ้ง่าย และสุนัขที่ต้องการอาหารสูตรเฉพาะทาง หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลโภชนาการและการดูแลเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากสุนัขมีอาการท้องเสียเรื้อรัง คันรุนแรง ผิวหนังอักเสบ อาเจียน น้ำหนักลด หรือไม่กินอาหาร ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและรับการดูแลที่เหมาะสม สารบัญเนื้อหา FOS Prebiotic คืออะไร? FOS Prebiotic ในอาหารหมาช่วยอะไรบ้าง? ปริมาณ FOS Prebiotic ที่เหมาะสมสำหรับสุนัข ควรให้เท่าไร? FOS กับปัญหากลุ่มอาการเฉพาะในสุนัข อาการแพ้อาหารหรือไวต่ออาหาร วิธีเลือกอาหารสำหรับหมาแพ้ง่าย ถ้าสุนัขแพ้ง่าย เลือกอาหารที่มี FOS […]

อาหารและโภชนาการโอเมก้า 3 และ 6 สำหรับสุนัข สารอาหารบำรุงผิวและวิธีเลือกอาหารหมาแพ้ง่าย

อาการคัน ผิวแดง ขนร่วง หรือเลียเท้าบ่อย เป็นปัญหาที่เจ้าของสุนัขหลายคนกังวล โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าสุนัขอาจมี “ผิวหนังแพ้” หรือ “แพ้อาหาร” หนึ่งในสารอาหารที่มักถูกพูดถึงคือ โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 เพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพผิวหนัง เส้นขน และการอักเสบของร่างกาย คำตอบคือ โอเมก้า 3 และ 6 อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพผิวหนังและเส้นขนของสุนัขได้ โดยเฉพาะในแง่การดูแลเกราะป้องกันผิว ความชุ่มชื้นของผิว และคุณภาพเส้นขน แต่ไม่ควรมองว่าโอเมก้า 3 และ 6 เป็นยารักษาโรคผิวหนังหรือโรคภูมิแพ้โดยตรง เพราะอาการคันและผิวหนังแพ้ในสุนัขเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งแพ้อาหาร แพ้สิ่งแวดล้อม เห็บหมัด เชื้อรา แบคทีเรีย หรือโรคผิวหนังอื่น ๆ หากสุนัขมีอาการคันมาก ขนร่วงเป็นหย่อม ผิวแดง มีกลิ่นตัวแรง หูอักเสบ หรือมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ก่อนเลือกอาหารหรือเสริมสารอาหารด้วยตัวเอง สารบัญเนื้อหา โอเมก้า 3 และ 6 คืออะไร? ประโยชน์ของโอเมก้า 3 และ 6 สำหรับสุนัข โอเมก้า 3 และ 6 ช่วยเรื่องปัญหาผิวสุนัขได้จริงไหม? สัญญาณที่บอกว่าสุนัขควรได้รับการดูแลเรื่องผิวหนังและขน สารอาหารสำคัญอื่น ๆ ที่ช่วยดูแลผิวหนัง […]