
แมวเป็นหวัด อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลเบื้องต้น
สุขภาพของสัตว์เลี้ยง
อาการ “เป็นหวัด” หรือ โรคหวัดแมว (Cat Flu) มักมีสาเหตุหลักจากการติดเชื้อไวรัส Feline herpes virus type 1 ซึ่งทำให้เกิด การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (Feline Upper Respiratory Infection) และสามารถแพร่กระจายไปยังแมวตัวอื่นได้อย่างรวดเร็ว หากแมวเริ่มมีสัญญาณเตือน เช่น จามบ่อย มีน้ำมูกขุ่นเขียว ตาแดงแฉะ ซึมเซา และเบื่ออาหาร สิ่งแรกที่เจ้าของต้องทำคือ แยกแมวป่วยออกจากแมวตัวอื่นทันที และ ห้ามให้ยาลดไข้ของคนเด็ดขาด เพราะเป็นพิษรุนแรงถึงชีวิต วิธีดูแลเบื้องต้นคือการ ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดรอบจมูกและตา ให้แมวหายใจสะดวกขึ้น พร้อมใช้เทคนิค “อุ่นอาหารเปียก” เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร แต่หากพบว่าแมวมีอาการหอบ หายใจลำบาก หรือ ไม่ยอมกินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต
สารบัญเนื้อหา
- โรคหวัดแมวคืออะไร?
- 4 สาเหตุหลักที่ทำให้แมวเป็นหวัด
- อาการที่บ่งบอกว่าแมวเป็นหวัด
- วิธีดูแลแมวเป็นหวัดเบื้องต้นที่บ้าน
- เมื่อไหร่ต้องพาแมวไปพบสัตวแพทย์?
- โภชนาการเสริมภูมิคุ้มกัน กุญแจสำคัญในการป้องกันหวัดแมว
- เลือกอาหารอย่างไร ให้น้องแมวภูมิคุ้มกันแกร่ง ไม่ป่วยง่าย
- 5 วิธีป้องกันไม่ให้แมวเป็นหวัด
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแมวเป็นหวัด
โรคหวัดแมวคืออะไร?
โรคหวัดแมว (Cat Flu) คือกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้แมวมีอาการคล้ายหวัดในคน เช่น จาม น้ำมูกไหล ตาแฉะ และเบื่ออาหาร สิ่งสำคัญที่เจ้าของควรทราบคือ หวัดแมวเกิดจากเชื้อคนละกลุ่มกับหวัดของคน จึงไม่สามารถติดต่อข้ามสายพันธุ์จากแมวมาสู่คนได้อย่างไรก็ตาม หวัดแมวสามารถแพร่กระจายระหว่างแมวด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ขี้ตา หรือแม้แต่การจามใส่กัน
แมวที่เคยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (FHV-1) สามารถกลับมาแสดงอาการได้อีกเมื่อแมวเครียด ภูมิคุ้มกันตก หรือร่างกายอ่อนแอ
4 สาเหตุหลักที่ทำให้แมวเป็นหวัด
การเข้าใจสาเหตุของหวัดแมวช่วยให้เจ้าของสามารถป้องกันและดูแลน้องแมวได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น
1. เชื้อไวรัส ตัวการหลักกว่า 90%
มากกว่า 90% ของหวัดแมวเกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ไวรัสเฮอร์ปีส์ชนิดที่ 1 (Feline Herpesvirus type 1: FHV-1) และไวรัสคาลิซี (Feline Calicivirus: FCV) โดยไวรัสเฮอร์ปีส์มักทำให้เกิดอาการทางตาและจมูก เช่น เยื่อบุตาอักเสบ แผลที่กระจกตา น้ำมูกข้นเขียว ส่วนไวรัสคาลิซีมักทำให้เกิดแผลในช่องปาก ลิ้น และเหงือกอักเสบ ทำให้แมวเจ็บจนไม่ยอมกินอาหาร
2. เชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
นอกจากไวรัสแล้ว เชื้อแบคทีเรียหลายชนิดสามารถก่อโรคหวัดแมวร่วมด้วย ได้แก่ Bordetella bronchiseptica, Chlamydia felis และ Mycoplasma spp ในทางคลินิกมักพบการติดเชื้อร่วมกันมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้นและใช้เวลาหายนานขึ้น หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน สัตวแพทย์อาจจำเป็นต้องสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อรักษา
3. สิ่งแวดล้อมและความเครียด
แมวที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น ย้ายบ้าน อยู่ในที่มีเสียงดัง อยู่ในห้องแอร์เย็นจัด หรืออยู่ในสถานที่รวมแมวจำนวนมาก (เช่น สถานสงเคราะห์สัตว์ ร้านขายสัตว์เลี้ยง) มีโอกาสเป็นหวัดสูงกว่าปกติ เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน งานวิจัยจาก Pedersen et al. (2004) พบว่าแมวที่เข้าสถานสงเคราะห์เพียง 1 สัปดาห์ มีอัตราการแพร่เชื้อ FHV เพิ่มจาก 4% เป็น 52%
4. ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
แมวที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ กลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ลูกแมวอายุต่ำกว่า 1 ปี (โดยเฉพาะช่วง 8-12 สัปดาห์ที่ภูมิคุ้มกันจากแม่ลดลงแต่ระบบภูมิคุ้มกันตนเองยังพัฒนาไม่เต็มที่ ซึ่งเรียกว่า “Immunity Gap”), แมวสูงวัยอายุ 7 ปีขึ้นไป, แมวที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน, แมวที่ติดเชื้อ FIV หรือ FeLV รวมถึงแม่แมวที่กำลังให้นมลูก
อาการที่บ่งบอกว่าแมวเป็นหวัด
การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้เจ้าของสามารถดูแลและตัดสินใจพาไปพบสัตวแพทย์ได้ทันเวลา อาการของแมวเป็นหวัดแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
อาการระยะแรก (สังเกตได้ภายใน 1-3 วัน)
อาการเริ่มต้นมักไม่จำเพาะเจาะจง แต่เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ จามบ่อยผิดปกติ (จามเป็นชุดๆ ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่จามเป็นครั้งคราว), ซึมลง ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ, เบื่ออาหาร กินน้อยลง และมีไข้ต่ำๆ โดยอุณหภูมิร่างกายแมวปกติอยู่ที่ 38-39.2°C ถ้าสูงกว่านี้ถือว่ามีไข้
อาการระยะกลาง (วันที่ 3-7)
เมื่อการติดเชื้อลุกลาม อาการจะชัดเจนขึ้น ได้แก่ มีน้ำมูกไหล (น้ำมูกใสในระยะแรก เปลี่ยนเป็นข้นเขียวหากมีแบคทีเรียแทรกซ้อน), น้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ เยื่อบุตาอักเสบบวมแดง, คัดจมูก หายใจเสียงดัง อาจเห็นแมวใช้เท้าเขี่ยหรือตบจมูก และร้องเสียงแหบหรือไม่มีเสียง ในระยะนี้แมวหลายตัวจะเริ่มกินอาหารน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะจมูกอุดตันทำให้ดมกลิ่นอาหารไม่ได้ ซึ่งสำหรับแมวแล้ว กลิ่นคือปัจจัยหลักที่กระตุ้นความอยากอาหาร
อาการรุนแรง (ต้องพบสัตวแพทย์ทันที)
อาการเหล่านี้ถือว่าอันตราย ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่ หายใจลำบาก หายใจทางปาก (อ้าปากหายใจ), มีแผลหลุมในช่องปาก ลิ้น หรือเหงือก (บ่งชี้ว่าอาจติดเชื้อไวรัสคาลิซี), ไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำเลย ติดต่อกันเกิน 24 ชั่วโมง, ตาบวมจนลืมตาไม่ได้ มีแผลที่กระจกตา และไอเรื้อรัง มีเสมหะ
วิธีดูแลแมวเป็นหวัดเบื้องต้นที่บ้าน
สำหรับแมวโตที่มีสุขภาพพื้นฐานดีและมีอาการไม่รุนแรง เจ้าของสามารถดูแลเบื้องต้นได้ที่บ้าน โดยอาการมักค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 7-10 วัน อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 4 วัน หรือแย่ลง ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที
ทำความสะอาดจมูกและตา
ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือ เช็ดน้ำมูกและขี้ตาให้แมวอย่างเบามือ วันละ 3-4 ครั้ง การเช็ดน้ำมูกออกช่วยให้แมวหายใจสะดวกขึ้นและยังดมกลิ่นอาหารได้ ควรใช้ผ้าคนละผืนสำหรับจมูกกับตา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
เพิ่มความชื้นในอากาศ
อากาศแห้งทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคืองมากขึ้น การเปิดเครื่องทำความชื้น (humidifier) ในห้องที่แมวอยู่ จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้ อีกวิธีหนึ่งคือพาแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อเข้าตู้อบให้ออกซิเจนและพิจารณาให้ยาเพื่อบรรเทาอาการทางระบบหายใจ
กระตุ้นให้กินอาหารและดื่มน้ำ
การที่แมวเป็นหวัดแล้วไม่ยอมกินอาหารเป็นปัญหาที่อันตราย เพราะแมวที่อดอาหารนานเกิน 48 ชั่วโมงมีความเสี่ยงต่อการตอบสนองกลไกของร่างกายในลักษณะ Negative energy balance ทำให้พยายามสะสมไขมันในร่างกายเพิ่มเติมจากการอดอาหาร และนำไปสู่ภาวะไขมันในกระแสเลือดสูงขึ้น (Hyperlipidemia) และ ภาวะไขมันพอกตับ (Hepatic lipidosis) เคล็ดลับที่ช่วยได้คือ อุ่นอาหารเปียกให้มีกลิ่นหอมขึ้น เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร, เปลี่ยนจากอาหารเม็ดเป็นอาหารเปียกหรืออาหารที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม ซึ่งกินง่ายกว่าเวลาเจ็บปาก, วางชามน้ำสะอาดหลายจุดในบ้าน และเสริมน้ำซุปไก่ที่ไม่ปรุงรสเพื่อลดโอกาสในการไม่กินอาหาร จนนำไปสู่ปัญหาดังกล่าว
จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
ลดความเครียดให้แมวมากที่สุด เพราะความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันตกและอาการหวัดแย่ลง ควรจัดที่นอนอุ่นๆ สะอาด ในมุมสงบ, หลีกเลี่ยงเสียงดังและการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรกะทันหัน และถ้ามีแมวหลายตัว ควรแยกแมวที่ป่วยออกจากแมวตัวอื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
ข้อห้ามสำคัญ
ห้ามให้ยาคนกับแมวเด็ดขาด โดยเฉพาะยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งเป็นพิษต่อแมวอย่างรุนแรง แม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้แมวเสียชีวิตได้ ควรให้เฉพาะยาที่สัตวแพทย์สั่งเท่านั้น
เมื่อไหร่ต้องพาแมวไปพบสัตวแพทย์?
แม้หวัดแมวส่วนใหญ่ในแมวโตสุขภาพดีจะหายได้เองใน 7-10 วัน แต่มีบางสถานการณ์ที่ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยไม่ชักช้า
ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีหาก: น้องแมวเป็นลูกแมวอายุต่ำกว่า 1 ปี หรือเป็นแมวสูงวัยอายุ 7 ปีขึ้นไป, อาการไม่ดีขึ้นภายใน 4 วัน หรือทรุดลง, แมวหยุดกินอาหารและดื่มน้ำเกิน 24 ชั่วโมง, มีอาการหายใจลำบาก หายใจทางปาก, น้ำมูกหรือขี้ตาเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือเหลือง, มีแผลที่ตา ตาบวมจนลืมไม่ได้, แมวยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือเป็นแม่แมวที่กำลังให้นมลูก
สัตวแพทย์จะตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค โดยอาจตรวจเลือด ตรวจสารคัดหลั่ง หรือทำ PCR เพื่อระบุชนิดเชื้อ จากนั้นจะให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาปฏิชีวนะสำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน, ยาป้ายตาสำหรับอาการเยื่อบุตาอักเสบ, ยาลดน้ำมูกและเสมหะ, สารน้ำทดแทนในกรณีขาดน้ำ และอาหารทางการแพทย์เพื่อรักษาน้ำหนัก
โภชนาการเสริมภูมิคุ้มกัน กุญแจสำคัญในการป้องกันหวัดแมว
ระบบทางเดินอาหารเป็นที่อยู่ของเซลล์ภูมิคุ้มกันมากกว่า 65% ของร่างกาย การให้อาหารที่มีคุณภาพจึงส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน สารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันแมว ได้แก่
1. พรีไบโอติกส์ (MOS) — ดูแลสุขภาพลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกันจากภายใน
พรีไบโอติกส์ชนิด MOS (Mannan-Oligosaccharides) ทำหน้าที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างสมดุลของไมโครไบโอม (Microbiome) เมื่อลำไส้แข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพงานวิจัยจาก Frontiers in Veterinary Science แสดงให้เห็นว่ายีสต์ Saccharomyces และอนุพันธ์ รวมถึง MOS มีศักยภาพในการส่งเสริมภูมิคุ้มกันในสัตว์เลี้ยงอย่างมีนัยสำคัญ
2. ซิงค์ (Zinc) — แร่ธาตุหลักเพื่อภูมิคุ้มกัน
ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ภาวะขาดซิงค์ส่งผลให้จำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ลดลง การผลิตแอนติบอดีลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้ซิงค์ยังช่วยบำรุงผิวหนังซึ่งเป็นด่านป้องกันเชื้อโรคชั้นแรกของร่างกาย
3. โอเมก้า 3, 6 — ลดการอักเสบ บำรุงผิวหนังและขน
กรดไขมันโอเมก้า 3 (EPA และ DHA) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดการผลิตสารก่อการอักเสบในร่างกาย ขณะที่โอเมก้า 6 ช่วยบำรุงผิวหนังให้แข็งแรง ขนสวยเงางาม เมื่อผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายมีสุขภาพดี ก็ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. วิตามินและแร่ธาตุรวม — เติมเต็มโภชนาการครบทุกด้าน
วิตามิน A ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันและบำรุงสายตา วิตามินกลุ่ม B จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญปกติ วิตามิน D ช่วยสร้างกระดูกและฟันแข็งแรง วิตามิน E มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย การได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วนช่วยให้ทุกระบบในร่างกายทำงานสอดประสานกัน รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน
เลือกอาหารอย่างไร ให้น้องแมวภูมิคุ้มกันแกร่ง ไม่ป่วยง่าย
การลงทุนกับ “อาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” คือ พื้นฐานที่สำคัญในการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยงอย่างยั่งยืน ดีกว่ารอให้น้องป่วยแล้วจ่ายค่ารักษาบานปลาย นี่คือ 3 ทางเลือกโภชนาการเพื่อสุขภาพระยะยาว
1. อาหารหลัก: เสริมเกราะป้องกันทุกมื้อ
สำหรับเจ้าของที่มองหาความคุ้มค่าและครบถ้วน CAT n joy มาพร้อมนวัตกรรม Triple Protection (3 พลังเสริมภูมิคุ้มกัน) ที่ดูแลครบ 3 ด้านสำคัญ
- ไลซีน (Lysine): กรดอะมิโนจำเป็น ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนตี้บอดี้
- พรีไบโอติกส์ (Prebiotics (MOS)): ปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (เพราะ 70% ของภูมิคุ้มกันอยู่ที่ลำไส้)
- ซิงก์และโอเมก้า (Zinc & Omega): เสริมเกราะป้องกันผิวหนัง เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น
จุดเด่นเพิ่มเติม: สูตรนี้ยังช่วย คุมความเค็ม (ลดเสี่ยงโรคไต), ลดกลิ่นมูล และ อุดมไปด้วยวิตามินถึง 23 ชนิด มีครบทุกช่วงวัยตั้งแต่ลูกแมวถึงแมวสูงวัย 7 ปี+
2. อาหารพรีเมียมดูแลเชิงลึกระดับเซลล์
หากต้องการยกระดับสุขภาพขั้นสุด Perfecta Wellness คือคำตอบ ด้วยวัตถุดิบ เนื้อสด Human Grade อันดับ 1 (ไม่ผ่าน Ultra Process) ที่อัดแน่นด้วยสารอาหารเข้มข้น
- 3X Biotics: ผสาน Pre, Pro และ Post Biotics ดูแลระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันแบบครบวงจร
- Superfoods 6 สี: ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์
- Vitamin Boost 1.5X: เสริมวิตามินและแร่ธาตุเข้มข้นกว่าสูตรปกติ 1.5 เท่า
- ปลอดภัยสูงสุด: ปราศจากกลูเตน ข้าวโพด ข้าวสาลี และผลพลอยได้จากสัตว์
3. ขนมระหว่างวันอร่อยและได้ประโยชน์
เปลี่ยนขนมกินเล่นให้เป็นตัวช่วยสุขภาพด้วย CAT n joy Crispy Bites สูตร Immunity
- ส่วนผสม: อัดแน่นด้วย เบต้ากลูแคน และ มัลติวิตามิน (A, D, E, K, B และ C)
- เหมาะสำหรับ: แมวป่วยบ่อย, แมวเครียด, ช่วงย้ายบ้าน, หลังหย่านม หรือหลังฉีดวัคซีนที่ต้องการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นพิเศษครับ
5 วิธีป้องกันไม่ให้แมวเป็นหวัด
การป้องกันคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้น้องแมวห่างไกลจากโรคทางเดินหายใจที่รักษายาก นี่คือ 5 กฎเหล็กที่เจ้าของต้องรู้
1. วัคซีนต้องเป๊ะ (Vaccination) วัคซีนรวม (Feline herpes visrus type 1, Feline Calicivirus, Feline Parvovirus) คือเกราะป้องกันด่านแรก แม้จะไม่สามารถกันติดเชื้อได้ 100% แต่ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้มหาศาล ควรเริ่มฉีดเข็มแรกที่อายุ 8 สัปดาห์ และกระตุ้นซ้ำทุกปีอย่างเคร่งครัด
2. โภชนาการสร้างภูมิ (Immune-Boosting Diet) “ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เริ่มต้นที่ชามอาหาร“ เลือกอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและเสริมเกราะป้องกันด้วย Prebiotics, Zinc, Omega และวิตามินรวม เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แกร่งจากภายใน
3. ความเครียด = ศัตรู (Stress Management) ความเครียดทำให้ภูมิตกและป่วยง่าย ควรจัดบ้านให้มีพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) มีที่ลับเล็บและที่หลบซ่อน เพื่อให้น้องแมวรู้สึกผ่อนคลายและมั่นคง
4. คลีนให้เกลี้ยง (Hygiene) เชื้อหวัดแมว (โดยเฉพาะ Feline herpes virus type 1) อึดและอยู่บนพื้นผิวได้นานเป็นเดือน เจ้าของต้องหมั่นล้างชามอาหาร ชามน้ำ กระบะทราย และของเล่นให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อตัดวงจรเชื้อโรค
5. กฎเหล็กรับน้องใหม่ (Quarantine) หากรับแมวตัวใหม่เข้าบ้าน ห้าม เลี้ยงรวมทันที ต้องแยกเลี้ยงเพื่อดูอาการอย่างน้อย 14 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าน้องใหม่ไม่ได้พาเชื้อหวัดมาติดพี่ๆ ในบ้าน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแมวเป็นหวัด
Q1: แมวเป็นหวัดหายเองได้ไหม?
A: ได้ ในกรณีของแมวโตที่สุขภาพพื้นฐานดี อาการมักจะหายไปเองภายใน 7-10 วัน อย่างไรก็ตาม ลูกแมว แมวสูงวัย หรือแมวที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจต้องได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่โรคปอดบวมหรือเสียชีวิตได้
Q2: หวัดแมวติดคนไหม?
A: ไม่ติด เชื้อที่ทำให้เกิดหวัดแมว (FHV-1) เป็นเชื้อเฉพาะสำหรับแมว ไม่สามารถแพร่มาสู่คนได้ แต่สามารถแพร่กระจายระหว่างแมวด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว
Q3: หวัดแมว กับ ไข้หัดแมว เหมือนกันไหม?
A: ต่างกันโดยสิ้นเชิง หวัดแมว (Cat Flu) เป็นโรคทางเดินหายใจที่ไม่ค่อยรุนแรงในแมวโต ส่วนไข้หัดแมว (Feline Panleukopenia) เป็นโรคร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัส Parvovirus ทำให้เม็ดเลือดขาวลดลงอย่างรุนแรง มีอัตราตายสูงโดยเฉพาะในลูกแมว ทั้งสองโรคมีวัคซีนป้องกัน
Q4: แมวเป็นหวัดควรอาบน้ำไหม?
A: ไม่ควร การอาบน้ำขณะแมวป่วยจะทำให้ร่างกายเย็นลง เพิ่มความเครียด และอาจทำให้อาการแย่ลง ควรรอให้น้องแมวหายดีก่อน
อ้างอิงจาก
- American Veterinary Medical Association (AVMA). “Feline Upper Respiratory Infections.” accessible from: https://www.avma.org
- International Cat Care. “Cat Flu – Feline Upper Respiratory Infection.” accessible from: https://icatcare.org
- Merck Veterinary Manual. “Feline Respiratory Disease Complex.” accessible from: https://www.merckvetmanual.com
- Pedersen, N.C. et al. (2004). “Feline herpesvirus shedding patterns in shelters.” Journal of Feline Medicine and Surgery.
- Stiles, J. et al. (2002). “Effect of oral administration of L-lysine on conjunctivitis caused by feline herpesvirus in cats.” American Journal of Veterinary Research.
- Rees, T.M. & Lubinski, J.L. (2008). “Oral supplementation with L-lysine did not prevent upper respiratory infection in a shelter population of cats.” Journal of Feline Medicine and Surgery. accessible from: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18547855/
- Drazenovich, T.L. et al. (2009). “Effects of dietary lysine supplementation on upper respiratory and ocular disease and detection of infectious organisms in cats within an animal shelter.” American Journal of Veterinary Research.
- Bol, S. & Bunnik, E.M. (2015). “Lysine supplementation is not effective for the prevention or treatment of feline herpesvirus 1 infection in cats: a systematic review.” BMC Veterinary Research. accessible from: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4647294/
- PetMD. “Nutrition to Strengthen the Immune System of Dogs & Cats.” accessible from: https://www.petmd.com
- Hill’s Pet Nutrition. “Understanding Immune System Support for Cats.” accessible from: https://www.hillspet.com
- Purina US. “Cat Vitamins & Supplements: What Do Cats Need?” accessible from: https://www.purina.com
- Maturana, M. et al. (2023). “Potential benefits of yeast Saccharomyces and their derivatives in dogs and cats: a review.” Frontiers in Veterinary Science.
- ASPCA Animal Poison Control Center. “People Medications Toxic to Pets.” accessible from: https://www.aspca.org
- โรงพยาบาลพญาไท 7 สัตว์แพทย์. “อาการที่บอกว่าแมวเป็นหวัด.” accessible from: https://www.phyathai7pet.com
บทความน่าสนใจ

เมื่อโดนแมวข่วน ควรรีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที ฟอกหลายครั้งเพื่อลดเชื้อโรค จากนั้นฆ่าเชื้อด้วยเบตาดีน (Povidone-iodine) และทำความสะอาดด้วยน้ำเกลืออย่างสม่ำเสมอทุกวัน หากเป็นแผลลึก เลือดออกไม่หยุด ถูกแมวจรข่วน หรือไม่มั่นใจเรื่องวัคซีนของแมว ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว การข่วนของแมวนอกจากนี้ยังสะท้อนพฤติกรรมของแมวที่เจ้าของควรเข้าใจ บทความนี้จะพาคุณรู้สาเหตุของแมวข่วน วิธีประเมินความรุนแรงของแผล การปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง และแนวทางป้องกันระยะยาว เพื่อให้อยู่ร่วมกับแมวได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น หมายเหตุ: บทความนี้ครอบคลุมความรู้พื้นฐานเรื่องแมวข่วนและการดูรักษาเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาทางคลินิก หากมีอาการเจ็บปวดหรืออาการผิดปกติ กรุณาปรึกษาแพทย์โดยตรง สารบัญเนื้อหา แมวข่วน อันตรายไหม? วิธีประเมินความรุนแรงของแผลแมวข่วน แมวข่วน เกิดจากอะไร? วิธีดูแลแผลแมวข่วนอย่างถูกต้อง เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? โรคที่อาจเกิดจากแมวข่วน วิธีป้องกันแมวข่วนซ้ำในระยะยาว ตัวช่วยลดพฤติกรรมแมวข่วน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแมวข่วน แมวข่วน อันตรายไหม? คำตอบคือ อันตรายได้ แม้แผลจะเป็นแผลเล็กก็ตาม เพราะมีความเสี่ยงต […]

หากคุณกำลังมองหาสุนัขตัวใหญ่ที่มาพร้อมกับความสนุกสนาน “ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์” (Labrador Retriever) คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยนิสัยที่เป็นมิตร ฉลาด และเข้ากับเด็กๆ ได้ดี ทำให้สุนัขพันธุ์นี้ครองใจคนรักสัตว์ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย แต่ก่อนที่ก่อนจะตัดสินใจรับน้องหมาสายพันธุ์นี้มาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว เรามาทำความรู้จักกับพวกเขาให้ลึกซึ้งขึ้น ทั้งในเรื่องของนิสัย การดูแลที่ถูกต้อง และค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมพร้อมต่างๆ สารบัญเนื้อหา ที่มาของสายพันธุ์ลาบราดอร์ ลักษณะทางกายภาพ และมาตรฐานสายพันธุ์ นิสัยลาบราดอร์ ลาบราดอร์ เหมาะกับผู้เลี้ยงแบบไหน? ปัญหาด้านสุขภาพที่ต้องระวัง วิธีการเลี้ยงลาบราดอร์ที่เหมาะสม ลาบราดอร์ ราคาเท่าไหร่? ลาบราดอร์ vs โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ต่างกันยังไง? แนะนำ 4 ไอเทมเด็ดที่คนเลี้ยงลาบราดอร์ต้องมี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลาบราดอร์ ที่มาของสายพันธุ์ลาบราดอร์ หลายคนอาจคิดว่าลาบราดอร์มาจากพื้นที่ที่ชื่อว่าลาบราดอร์ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาจุดกำเนิดมาจากเกาะนิวฟันด์แลนด์ (Newfoundland) ประเทศแคนาดา ในอดีตพวกเขาเป็นสุนัขคู่ใจของชาวประมง มีห […]

อาการแมวติดสัตว์จะเริ่มเมื่อแมวอายุ 6-10 เดือนขึ้นไป น้องจะร้องหง่าว ขี้อ้อน โก่งก้น และฉี่เรี่ยราด วงจรนี้กินเวลา 7-10 วัน และวนลูปใหม่ทุก 2-3 สัปดาห์หากไม่ได้ผสมพันธุ์ ทางออกที่ดีที่สุดคือ “การทำหมัน” ซึ่งช่วยตัดรำคาญและป้องกันมะเร็งเต้านมได้ด้วยในตัวเมีย บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจธรรมชาติของพวกเขา และรู้วิธีรับมืออย่างถูกต้องและปลอดภัย สารบัญเนื้อหา อาการแมวติดสัตว์ คืออะไร? อาการ “แมวติดสัตว์” สังเกตได้อย่างไรบ้าง? ระยะเวลาของแมวติวสัตว์ แมวติดสัตว์อันตรายไหม? วิธีบรรเทาอาการแมวติดสัตว์เบื้องต้น (แบบปลอดภัย) ข้อห้ามเด็ดขาดเมื่อแมวติดสัตว์ แมวติดสัตว์ ทำหมันเลยได้ไหม? คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแมวติดสัตว์ อาการแมวติดสัตว์ คืออะไร? “แมวติดสัตว์” คือภาวะที่แมวมีความต้องการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะในช่วงที่เรียกว่า “ติดสัด” หรือ Heat Cycle ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย อาการ “แมวติดสัตว์” สังเกตได้อย่างไรบ้าง? เมื่อฮอร์โมนเริ่มพลุ่งพล่าน น้องแมวจะแสดงพฤติกรรมที่ต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ซ […]






