
โพรไบโอติกส์มีประโยชน์อย่างไรต่อสุนัขและแมว? รู้จักจุลินทรีย์ดีเพื่อสุขภาพลำไส้
อาหารและโภชนาการ
โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คือจุลินทรีย์มีชีวิตที่เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสมสามารถให้ประโยชน์ต่อร่างกาย โดยในสุนัขและแมวมักถูกนำมาใช้เพื่อช่วยสนับสนุนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และสุขภาพระบบทางเดินอาหาร
อย่างไรก็ตาม โพรไบโอติกส์ไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทุกชนิด เพราะประโยชน์ขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ ปริมาณที่ได้รับ รูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงสุขภาพของสัตว์แต่ละตัว ดังนั้นการดูแลสุขภาพลำไส้จึงไม่ควรพึ่งโพรไบโอติกส์เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาอาหารที่ให้สารอาหารครบถ้วน ไฟเบอร์ น้ำ และการดูแลสุขภาพโดยรวมร่วมด้วย
สารบัญเนื้อหา
- โพรไบโอติกส์คืออะไร?
- 5 ประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ต่อสุนัขและแมว
- โพรไบโอติกส์ไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทุกชนิด
- ชนิดของโพรไบโอติกส์ที่พบบ่อย
- Prebiotic, Probiotic, Postbiotic และ Synbiotic ต่างกันอย่างไร?
- วิธีเลือกโพรไบโอติกส์สำหรับสุนัขและแมว
- แนะนำ 2 ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ จาก Betagro
- โพรไบโอติกส์ เหมาะกับสัตว์กลุ่มไหนเป็นพิเศษ ?
- อาหารที่มี Probiotics กับอาหารเสริม Probiotics ต่างกันอย่างไร?
- อาการแบบไหนที่ควรพาไปหาหมอ
- บทสรุป
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโพรไบโอติกส์
- เอกสารอ้างอิง
โพรไบโอติกส์คืออะไร?
โพรไบโอติกส์ หรือ Probiotics เป็นจุลินทรีย์มีชีวิตที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศขนาดเล็กภายในทางเดินอาหารที่เรียกว่า Gut Microbiome
ภายในลำไส้ของสุนัขและแมวมีจุลินทรีย์หลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งกลุ่มที่เป็นประโยชน์ กลุ่มที่ไม่ก่อปัญหาเมื่ออยู่ในสมดุล และจุลินทรีย์บางชนิดที่อาจสร้างปัญหาเมื่อเพิ่มจำนวนมากเกินไป
จุดสำคัญคือ เราไม่ควรเน้นให้ลำไส้มีแบคทีเรียเยอะที่สุด แต่เป็นการรักษาสภาพแวดล้อมและสมดุลของจุลินทรีย์ให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
5 ประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ต่อสุนัขและแมว
1. ช่วยสนับสนุนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
จุลินทรีย์ในลำไส้มีความสัมพันธ์กันเป็นระบบ หากสภาพแวดล้อมในลำไส้เปลี่ยนไปจากอาหาร ความเครียด หรือปัจจัยด้านสุขภาพ องค์ประกอบของจุลินทรีย์ก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
โพรไบโอติกส์บางสายพันธุ์สามารถมีส่วนช่วยสนับสนุนประชากรจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และช่วยรักษาสมดุลของ Gut Microbiome จึงมักถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพลำไส้ในสัตว์เลี้ยง
2. ช่วยสนับสนุนระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย
สุขภาพของจุลินทรีย์ในลำไส้เกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยอาหารและสภาพแวดล้อมภายในทางเดินอาหาร การมีสมดุลที่เหมาะสมจึงสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบย่อยอาหารและลักษณะการขับถ่ายให้เป็นปกติ
อย่างไรก็ตาม หากสุนัขหรือแมวถ่ายเหลว อาเจียน หรือมีปัญหาระบบทางเดินอาหารต่อเนื่อง ไม่ควรใช้โพรไบโอติกส์เป็นวิธีแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว เพราะอาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุจากโรค การติดเชื้อ ปรสิต หรือปัญหาสุขภาพอื่นที่ต้องได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์
3. มีส่วนช่วยดูแลสภาพแวดล้อมของผนังลำไส้
ผนังลำไส้ทำหน้าที่เป็นแนวกั้นระหว่างสิ่งที่อยู่ภายในทางเดินอาหารกับร่างกาย การดูแลสมดุลของ Gut Microbiome จึงมีความสัมพันธ์กับการรักษาสภาพแวดล้อมของเยื่อบุทางเดินอาหารให้ทำงานตามปกติ
จุลินทรีย์บางกลุ่มยังสามารถสร้างสารเมตาบอไลต์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของเซลล์ลำไส้ จึงเป็นอีกเหตุผลที่การดูแล microbiome ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นในด้านโภชนาการสัตว์เลี้ยง
4. เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
ลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงย่อยและดูดซึมสารอาหาร แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การรักษาสภาพแวดล้อมของลำไส้ให้สมดุลจึงอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ
5. อาจเป็นตัวช่วยในช่วงที่ระบบย่อยอาหารมีการเปลี่ยนแปลง
ช่วงที่มีการเปลี่ยนอาหาร ความเครียดจากการเดินทาง การเปลี่ยนสถานที่อยู่ หรือปัจจัยอื่น ๆ อาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารของสัตว์บางตัว
การดูแลเรื่องสารอาหารและ Gut Microbiome อย่างเหมาะสมอาจช่วยให้ระบบย่อยอาหารปรับตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนอาหารควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรเปลี่ยนอาหารทั้งหมดในทันที
โพรไบโอติกส์ไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทุกชนิด
คำว่า “มี Probiotics” บนฉลากไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะให้ผลเหมือนกัน เพราะจุลินทรีย์แต่ละชนิดและแต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติแตกต่างกัน
ปัจจัยที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ชนิดและสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ (Species & Strain) เพราะประโยชน์ของโพรไบโอติกส์มีความเฉพาะต่อสายพันธุ์
- จำนวนจุลินทรีย์มีชีวิต (CFU) ซึ่งบอกปริมาณจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์
- ความคงตัวของจุลินทรีย์ เพราะโพรไบโอติกส์เป็นสิ่งมีชีวิต การผลิต การเก็บรักษา ความร้อนและความชื้นจึงมีผลต่อจำนวนจุลินทรีย์
- ปริมาณที่สัตว์ได้รับ ควรเป็นไปตามสูตรและคำแนะนำของผลิตภัณฑ์
- ความเหมาะสมกับสุนัขหรือแมว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับสัตว์เลี้ยงและเหมาะกับช่วงวัย
ชนิดของโพรไบโอติกส์ที่พบบ่อย
โพรไบโอติกส์มีหลายชนิด โดยกลุ่มที่พบและมีการศึกษาในสุนัขและแมวบ่อย ได้แก่
- Lactobacillus เช่น L. acidophilus, L. plantarum ช่วยสนับสนุนสมดุลจุลินทรีย์และสุขภาพระบบทางเดินอาหาร
- Bifidobacterium เช่น B. longum, B. animalis มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการหมักสารอาหารและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในลำไส้
- Enterococcus เช่น E. faecium บางสายพันธุ์ถูกศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพทางเดินอาหารและคุณภาพอุจจาระ
- Bacillus เช่น B. subtilis, B. coagulans บางสายพันธุ์สามารถสร้างสปอร์ จึงมีความคงตัวสูงและเหมาะกับการนำมาใช้ในอาหารสัตว์บางประเภท
- Saccharomyces เช่น S. boulardii เป็นโพรไบโอติกส์กลุ่มยีสต์ที่มีการศึกษาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
ทั้งนี้ ประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ขึ้นอยู่กับ สายพันธุ์ (Strain) ปริมาณที่ได้รับ และสูตรผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรพิจารณาจากชื่อกลุ่มจุลินทรีย์เพียงอย่างเดียว
Prebiotic, Probiotic, Postbiotic และ Synbiotic ต่างกันอย่างไร?
คำว่า Biotics ที่เห็นบนอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน แต่แต่ละประเภทมีบทบาทแตกต่างกัน
| ประเภท | คืออะไร | บทบาทโดยทั่วไป |
|---|---|---|
| Prebiotics | สารตั้งต้นที่จุลินทรีย์ในลำไส้บางกลุ่มสามารถนำไปใช้ได้ | สนับสนุนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ |
| Probiotics | จุลินทรีย์มีชีวิตที่ให้ประโยชน์เมื่อได้รับในปริมาณเหมาะสม | ช่วยสนับสนุนสมดุลของ Gut Microbiome |
| Postbiotics | จุลินทรีย์ที่ไม่เป็นเซลล์มีชีวิตและ/หรือส่วนประกอบจากจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ | สนับสนุนสุขภาพผ่านองค์ประกอบหรือผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ |
| Synbiotics | การผสม Probiotics และสารตั้งต้นที่จุลินทรีย์นำไปใช้ได้ | ออกแบบให้องค์ประกอบทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุน microbiome |
วิธีเลือกโพรไบโอติกส์สำหรับสุนัขและแมว
ก่อนเลือกอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมที่มีโพรไบโอติกส์ ควรพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน
1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับสัตว์เลี้ยง
ระบบทางเดินอาหารและความต้องการทางโภชนาการของคน สุนัข และแมวแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์สำหรับคนมาให้สัตว์เลี้ยงโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์
2. ตรวจสอบชนิดหรือสายพันธุ์ของจุลินทรีย์
หากผลิตภัณฑ์มีข้อมูลระบุชนิดและสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ จะช่วยให้สามารถประเมินข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของจุลินทรีย์นั้นได้ชัดเจนกว่าการระบุเพียงคำว่า “มี Probiotics”
3. ดูปริมาณ CFU และคำแนะนำบนฉลาก
CFU หรือ Colony Forming Units เป็นหน่วยที่ใช้บอกจำนวนจุลินทรีย์มีชีวิต ควรใช้ผลิตภัณฑ์ตามปริมาณที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่ควรเพิ่มปริมาณเองด้วยความคิดว่ายิ่งมากยิ่งดี
4. ตรวจสอบวิธีเก็บรักษา
จุลินทรีย์มีชีวิตอาจได้รับผลกระทบจากความร้อน ความชื้น และระยะเวลาการเก็บ จึงควรปฏิบัติตามวิธีเก็บรักษาที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์
5. ดูโภชนาการโดยรวม ไม่ใช่ดูเฉพาะ Probiotics
สำหรับอาหารมื้อหลัก ควรพิจารณาว่าอาหารให้สารอาหารครบถ้วน เหมาะกับสายพันธุ์ ช่วงวัย น้ำหนัก และสุขภาพของสัตว์หรือไม่ เพราะโพรไบโอติกส์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโภชนาการ ไม่สามารถชดเชยอาหารที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สมดุลได้
แนะนำ 2 ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ จาก Betagro
หากเจ้าของต้องการดูแลสุขภาพระบบย่อยอาหารผ่านอาหารประจำวัน แนะนำ
Perfecta Wellness
เป็นอาหารสำหรับสุนัขและแมวที่มีแนวคิด Wellness แบบ All-in-1 โดยหนึ่งในจุดเด่นของสูตรคือ 3X Biotics ที่ประกอบด้วย Prebiotics, Probiotics และ Postbiotics เพื่อสนับสนุนสุขภาพลำไส้และระบบย่อยอาหาร
จุดเด่นของ Perfecta Wellness
- 3X Biotics: ผสาน Prebiotics, Probiotics และ Postbiotics เพื่อดูแลสุขภาพลำไส้และระบบย่อยอาหาร
- เนื้อสดเป็นส่วนผสมหลัก: ใช้เนื้อสดเกรด Human Grade เป็นส่วนผสมอันดับแรก
- Superfoods 6 สี: เพิ่มความหลากหลายของสารอาหารจากวัตถุดิบกลุ่ม Superfoods
- วิตามินและแร่ธาตุ 1.5X: มี B-Complex, ซิงค์, ซีลีเนียม และธาตุเหล็กตามแนวคิดของสูตร
- Salmon Oil: เป็นแหล่ง Omega 3 และ Omega 6 สำหรับดูแลผิวหนังและเส้นขน
- ไม่มีผลพลอยได้จากสัตว์ ข้าวโพด ข้าวสาลี และสารแต่งสีตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
CAT n joy Crispy Bites Functional สูตร Digestive
เป็น Functional Snack ที่พัฒนาสูตรด้านระบบย่อยอาหาร ขนมที่มีส่วนประกอบของ Prebiotics & Probiotics เป็นองค์ประกอบสำคัญของสูตร Digestive
จุดเด่นของ CAT n joy Crispy Bites Functional
- เสริมจุลินทรีย์ ช่วยดูแลระบบย่อยอาหาร
- ขนมสุขภาพ ไม่ทำลายไต
- ทำจากเนื้อปลาแซลมอนแท้ ไม่มีผลพลอยได้จากสัตว์และไม่เติมสารแต่งสี
- ลักษณะเม็ด ถูกออกแบบมาให้ช่วยขัดฟัน ลดการสะสมของคราบหินปูน
โพรไบโอติกส์ เหมาะกับสัตว์กลุ่มไหนเป็นพิเศษ ?
การดูแลสมดุลของระบบย่อยอาหารมีความสำคัญกับสัตว์ทุกตัว แต่เจ้าของอาจต้องสังเกตเรื่อง Gut Health มากขึ้นในกรณีต่อไปนี้
- สุนัขหรือแมวที่ระบบย่อยค่อนข้างไว
- มีการเปลี่ยนอาหารหรือสูตรอาหาร
- การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงง่ายเมื่อเจอความเครียด
- เลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
- ต้องการดูแลระบบย่อยอาหารผ่านโภชนาการในชีวิตประจำวัน
แต่หากสัตว์เลี้ยงมีอาการ ถ่ายเหลวต่อเนื่อง อาเจียนบ่อย มีเลือดปนในอุจจาระ ซึม ไม่กินอาหาร น้ำหนักลด หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรพยายามแก้ปัญหาด้วยโพรไบโอติกส์หรือการเปลี่ยนอาหารเพียงอย่างเดียว
อาหารที่มี Probiotics กับอาหารเสริม Probiotics ต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้งสองประเภทจะมีโพรไบโอติกส์เหมือนกัน แต่บทบาทต่างกัน
- อาหารมื้อหลักที่มี Biotics ถูกออกแบบให้สัตว์ได้รับสารอาหารที่จำเป็นควบคู่กับส่วนประกอบสำหรับดูแลระบบย่อยอาหาร เหมาะสำหรับการดูแลในชีวิตประจำวันหากสูตรนั้นเหมาะกับสัตว์ตัวนั้น
- ผลิตภัณฑ์เสริม Probiotics มักใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ และอาจมีจุลินทรีย์บางชนิดในปริมาณที่แตกต่างจากอาหารทั่วไป หากสัตว์มีโรคประจำตัวหรือมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนใช้
อาการแบบไหนที่ควรพาไปหาหมอ
แม้โพรไบโอติกส์อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพระบบย่อยอาหาร แต่หากสุนัขหรือแมวมีอาการต่อไปนี้ ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรพึ่งการเสริมโพรไบโอติกส์เพียงอย่างเดียว
- ท้องเสียต่อเนื่องหรือถ่ายบ่อยผิดปกติ
- มีเลือดหรืออุจจาระสีดำปน
- อาเจียนหลายครั้งหรืออาเจียนร่วมกับท้องเสีย
- ซึม อ่อนแรง หรือไม่กินอาหาร
- ดื่มน้ำน้อยหรือมีสัญญาณขาดน้ำ
- น้ำหนักลด หรือมีอาการระบบทางเดินอาหารเกิดซ้ำบ่อย
- ลูกสุนัข ลูกแมว หรือสัตว์ที่มีโรคประจำตัวมีอาการผิดปกติ
อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการติดเชื้อ ปรสิต อาหารไม่เหมาะสม หรือโรคของระบบทางเดินอาหาร จึงควรให้สัตวแพทย์ตรวจวินิจฉัยก่อนเลือกแนวทางดูแลที่เหมาะสม
บทสรุป
โพรไบโอติกส์เป็นจุลินทรีย์มีชีวิตที่เมื่อได้รับในปริมาณเหมาะสมสามารถให้ประโยชน์ต่อร่างกาย โดยสำหรับสุนัขและแมวจะมีบทบาทสำคัญในด้านการสนับสนุนสมดุลของ Gut Microbiome สุขภาพระบบทางเดินอาหาร และสภาพแวดล้อมภายในลำไส้
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ ปริมาณ สูตรผลิตภัณฑ์ และสุขภาพของสัตว์แต่ละตัว ไม่ควรมองว่าโพรไบโอติกส์สามารถรักษาหรือป้องกันโรคได้ทุกกรณี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโพรไบโอติกส์
โพรไบโอติกส์มีประโยชน์ต่อสุนัขและแมวอย่างไร?
โพรไบโอติกส์มีส่วนช่วยสนับสนุนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และสุขภาพระบบทางเดินอาหาร แต่ประโยชน์ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ ปริมาณที่ได้รับ และสุขภาพของสัตว์แต่ละตัว
โพรไบโอติกส์กับพรีไบโอติกส์ต่างกันอย่างไร?
โพรไบโอติกส์คือจุลินทรีย์มีชีวิตที่ให้ประโยชน์เมื่อได้รับในปริมาณเหมาะสม ส่วนพรีไบโอติกส์เป็นสารตั้งต้นที่จุลินทรีย์บางกลุ่มสามารถนำไปใช้และช่วยสนับสนุนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้
สุนัขและแมวต้องกินโพรไบโอติกส์ทุกวันไหม?
ไม่จำเป็นสำหรับสัตว์ทุกตัว หากสัตว์ได้รับอาหารครบถ้วนและมีสุขภาพระบบทางเดินอาหารปกติ อาจไม่จำเป็นต้องเสริมโพรไบโอติกส์แยกต่างหาก หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมควรเลือกตามความเหมาะสมและคำแนะนำของสัตวแพทย์
โพรไบโอติกส์ช่วยสุนัขหรือแมวที่ท้องเสียได้ไหม?
โพรไบโอติกส์บางสายพันธุ์อาจช่วยสนับสนุนระบบทางเดินอาหารในบางสถานการณ์ แต่ท้องเสียเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากถ่ายเหลวต่อเนื่อง มีเลือดปน อาเจียน ซึม หรือไม่กินอาหาร ควรพบสัตวแพทย์และไม่ควรใช้โพรไบโอติกส์แทนการวินิจฉัย
เอกสารอ้างอิง
- International Scientific Association for Probiotics and Prebiotics (ISAPP). Consensus statement on the definition and scope of probiotics.
- International Scientific Association for Probiotics and Prebiotics (ISAPP). Consensus definitions of prebiotics, synbiotics and postbiotics.
- Perfecta Brand Brief. Perfecta Wellness New Concept และ Upgrade Perfecta Wellness Formula.
- CAT n joy Product Brief. CAT n joy Crispy Bites Functional: Digestive.
- DOG n joy Training / Product Concept. Synbiotics และแนวคิดการดูแลระบบย่อยอาหาร.
บทความน่าสนใจ

ในหลายครอบครัว เด็กกับแมวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม หากมีผู้ใหญ่คอยดูแลการปฏิสัมพันธ์ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก พร้อมจัดพื้นที่ของแมวให้เป็นสัดส่วน ดูแลความสะอาด และสอนเด็กให้สัมผัสสัตว์อย่างอ่อนโยน เพราะเด็กอาจยังไม่เข้าใจว่าแมวกำลังกลัว เครียด หรือไม่ต้องการให้จับ ซึ่งอาจนำไปสู่การข่วนหรือกัดเพื่อป้องกันตัวได้ การมีแมวอยู่ในบ้านไม่ได้หมายความว่าเด็กจะต้องเจ็บป่วยหรือเกิดภูมิแพ้เสมอไป แต่ก็มีความเสี่ยงบางอย่างที่ผู้ปกครองควรรู้ เช่น แผลกัดหรือข่วน การสัมผัสเชื้อบางชนิดจากสัตว์หรือสิ่งแวดล้อม รวมถึงอาการแพ้ในเด็กบางคน ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการดูแลความปลอดภัยของ ทั้งเด็กและแมว ไปพร้อมกัน หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปสำหรับการดูแลเด็กและสัตว์เลี้ยง ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์หรือสัตวแพทย์ หากเด็กมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสแมว หรือเกิดบาดแผลจากการกัดหรือข่วน ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินตามความเหมาะสม สารบัญเนื้อหา เด็กกับแมวอยู่ด้วยกันได้ไหม? ความเสี่ยงที่ควรรู้เมื่อเด็กอยู่ใกล้แมว เชื้อราจากแมวติดต่อเด็กได้ไหม? Cat Scratch Disease จากแมวข่วนเกิดขึ้นได้อย่างไร? เด […]

ต่อมเหม็นสุนัข หรือที่ผู้เลี้ยงมักเรียกว่า ต่อมก้นหรือต่อมข้างก้น โดยทั่วไปหมายถึงบริเวณ ถุงข้างทวาร (Anal sacs) ซึ่งเป็นถุงขนาดเล็ก 2 ข้างของทวาร ผนังถุงมีต่อมที่สร้างสารคัดหลั่งกลิ่นแรง โดยปกติสุนัขจำนวนมากสามารถระบายสารนี้ออกได้ขณะขับถ่าย จึงไม่ได้จำเป็นต้องกำหนดให้สุนัขทุกตัวบีบต่อมเป็นกิจวัตร แต่หากสุนัขเริ่มไถก้น เลียหรือกัดบริเวณก้นบ่อย ขับถ่ายแล้วดูเจ็บ มีอาการบวม แดง หรือพบเลือด หนอง และแผลบริเวณข้างทวาร ควรให้สัตวแพทย์ตรวจหาสาเหตุ เพราะอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะถุงข้างทวารอุดตัน อักเสบ หรือติดเชื้อ รวมถึงความผิดปกติอื่นบริเวณรอบทวารได้ หมายเหตุ: กลิ่นจากก้นหรือพฤติกรรมไถก้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันว่าถุงข้างทวารอุดตันได้ หากสุนัขมีอาการเจ็บ บวม มีแผล เลือด หนอง ขับถ่ายลำบาก หรือมีอาการเกิดซ้ำ ควรปรึกษาสัตวแพทย์ สารบัญเนื้อหา ต่อมเหม็นสุนัขคืออะไร อยู่ตรงไหน? กลิ่นต่อมเหม็นแบบไหนอาจเกิดได้ตามธรรมชาติ และแบบไหนควรตรวจเพิ่มเติม? 7 สัญญาณที่อาจบอกว่าต่อมเหม็นสุนัขมีปัญหา สาเหตุที่ทำให้ต่อมเหม็นสุนัขอุดตัน ต่อมเหม็นสุนัขอุดตัน อักเสบ และฝีแตก ต่างกันอย่างไร? สุนัขต้ […]

ต่อมเหม็นแมว หรือที่มักเรียกว่า ต่อมก้นแมว เป็นถุงขนาดเล็ก 2 ข้างบริเวณทวาร ภายในมีสารคัดหลั่งที่มีกลิ่นเฉพาะตัว โดยปกติสารนี้สามารถถูกระบายออกขณะขับถ่ายได้ ดังนั้น แมวที่ไม่มีอาการผิดปกติส่วนใหญ่มักไม่จำเป็นต้องบีบต่อมเหม็นเป็นประจำ แต่หากเริ่มมีกลิ่นแรงผิดปกติซ้ำ ๆ ไถก้น เลียก้นมากกว่าปกติ ขับถ่ายแล้วดูเจ็บ หรือมีอาการบวม เลือด หนอง หรือแผลบริเวณข้างทวาร ควรพาไปให้สัตวแพทย์ตรวจหาสาเหตุ หมายเหตุ: อาการบริเวณก้นของแมวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่สามารถยืนยันภาวะต่อมข้างก้นอุดตันหรืออักเสบจากกลิ่นหรือพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว หากแมวมีอาการเจ็บ บวม มีเลือดหรือหนอง ซึม ไม่กินอาหาร หรือขับถ่ายลำบาก ควรปรึกษาสัตวแพทย์ สารบัญเนื้อหา ต่อมเหม็นแมวคืออะไร อยู่ตรงไหน? กลิ่นต่อมเหม็นแมวแบบไหนที่ยังไม่จำเป็นต้องหมายถึงโรค? 6 สัญญาณที่อาจบอกว่าต่อมเหม็นแมวมีปัญหา ต่อมเหม็นแมวอุดตัน อักเสบ และฝีแตก ต่างกันอย่างไร? ต่อมเหม็นแมวต้องบีบไหม? บีบต่อมเหม็นแมวเองได้ไหม? แมวไถก้นไม่ได้แปลว่าต่อมเหม็นตันเสมอไป สัตวแพทย์ตรวจและรักษาต่อมเหม็นแมวอย่างไร? ทำไมต่อมเหม็นแมวบางตัวถึงมีปัญหาซ้ำ? วิธีดูแลเพื่อลดโอกาสเกิด […]


