
หมาบีเกิล เลี้ยงยากไหม ? รู้จักนิสัย วิธีเลี้ยง และสุขภาพที่ควรรู้ก่อนรับเข้าบ้าน
สายพันธุ์และการเลี้ยง
หมาบีเกิลเป็นหนึ่งในสุนัขที่หลายคนตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น เพราะมีใบหน้าน่ารัก หูตก ดวงตากลม ขนาดตัวกำลังดี และนิสัยร่าเริงเป็นมิตร แต่ในขณะเดียวกัน บีเกิลก็ขึ้นชื่อเรื่องความซน ความกินเก่ง การเห่า และพลังงานที่ล้นเหลือ จนหลายคนสงสัยว่า “หมาบีเกิลเลี้ยงยากไหม?” หรือ “เหมาะกับมือใหม่หรือเปล่า? เรารวมทุกข้อสงสัยพร้อม แนะนำ 4 วิธีการเลี้ยงหมาบีเกิลสำหรับมือใหม่มาให้ครบจบในที่เดียวแล้ว
สารบัญเนื้อหา
- ลักษณะของหมาบีเกิล คือ
- ลักษณะนิสัยของบีเกิล
- ตารางสรุปนิสัยหมาบีเกิล
- หมาบีเกิลเหมาะสำหรับใคร?
- บีเกิลเลี้ยงในคอนโดได้ไหม?
- วิธีเลี้ยงหมาบีเกิลให้สุขภาพดีและไม่ป่วนบ้าน
- 4 โรคที่ควรระวังสำหรับหมาบีเกิล
- อาหารที่เหมาะสำหรับหมาบีเกิล
- ราคาเฉลี่ยของหมาบีเกิล
- ข้อดีและข้อควรรู้ก่อนเลี้ยงบีเกิล
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมาบีเกิล
ลักษณะของหมาบีเกิล คือ
หมาบีเกิล หรือ Beagle เป็นสุนัขขนาดเล็กถึงกลาง อยู่ในกลุ่มสุนัขฮาวด์ โดยเฉพาะกลุ่มที่โดดเด่นเรื่องการดมกลิ่น เดิมทีบีเกิลถูกเลี้ยงเพื่อช่วยล่าสัตว์ขนาดเล็ก เช่น กระต่าย จึงมีสัญชาตญาณชอบดมกลิ่น สำรวจ และเดินตามสิ่งที่สนใจ
ลักษณะเด่นของบีเกิลคือหูยาวตก ดวงตากลม ใบหน้าดูเป็นมิตร ขนสั้นดูแลง่าย และมักมีสีขนแบบสามสี เช่น ขาว ดำ น้ำตาล หรือที่เรียกว่า tricolor นอกจากนี้ยังมีสีอื่น ๆ เช่น น้ำตาล-ขาว หรือ lemon beagle ที่มีโทนสีอ่อนกว่า
น้ำหนักและอายุเฉลี่ยของหมาบีเกิล :
- น้ำหนักประมาณ 9–13 กิโลกรัม
- ส่วนสูงประมาณ 13–15 นิ้ว
- อายุเฉลี่ยประมาณ 10–15 ปี
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม การดูแล อาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพโดยรวมของแต่ละตัว
ลักษณะนิสัยของบีเกิล
บีเกิลเป็นสุนัขร่าเริง เป็นมิตร และเข้ากับคนง่าย เหมาะมากสำหรับครอบครัวที่มีเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีจุดเด่นดังนี้ :
- ร่าเริงและขี้เล่น: ชอบอยู่ใกล้ชิดคนและเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ดีเยี่ยม
- พลังงานสูงและชอบสำรวจ: มีสัญชาตญาณนักดมกลิ่น จึงชอบเดินสำรวจสิ่งรอบตัวและต้องการการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ค่อนข้างซน: โดยเฉพาะวัยเด็ก หากพลังงานเหลืออาจกัดข้าวของหรือขุดดินเพื่อคลายเครียด
- ฉลาดแต่ฝึกยาก: น้องมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและวอกแวกง่ายกับกลิ่นรอบตัว ต้องใช้ความใจเย็นและความสม่ำเสมอในการฝึก
- ช่างจ้อ (เห่า/หอน): มักส่งเสียงเมื่อตื่นเต้นหรือเหงา การฝึกคำสั่งและหาทางระบายพลังงานจะช่วยลดเสียงรบกวนได้
ตารางสรุปนิสัยหมาบีเกิล
| หัวข้อ | คะแนน | รายละเอียด |
|---|---|---|
| ความซน | ⭐⭐⭐⭐⭐ | พลังงานสูง ชอบเล่นและสำรวจ |
| ความกินเก่ง | ⭐⭐⭐⭐⭐ | ควรควบคุมอาหารและขนม |
| ระดับพลังงาน | ⭐⭐⭐⭐☆ | ต้องพาเดินหรือเล่นทุกวัน |
| การอยู่ตามลำพัง | ⭐⭐☆☆☆ | ไม่เหมาะกับการปล่อยอยู่คนเดียวนาน |
| ความ Friendly | ⭐⭐⭐⭐⭐ | เป็นมิตรกับคน เด็ก และสัตว์เลี้ยง |
| การเห่า/หอน | ⭐⭐⭐⭐☆ | มีแนวโน้มส่งเสียงเมื่อเบื่อหรือเหงา |
| การดูแลสุขภาพ | ⭐⭐⭐⭐☆ | ควรใส่ใจเรื่องหู น้ำหนัก ผิวหนัง และฟัน |
หมาบีเกิลเหมาะสำหรับใคร?
- สายกิจกรรมและคนรักการเดิน: คนที่พร้อมพาออกไปเดินเล่นหรือวิ่งเป็นประจำ เพราะบีเกิลต้องการระบายพลังงานสูง
- ครอบครัวที่มีเด็ก: น้องเป็นมิตรและขี้เล่น เข้ากับเด็กได้ดี (แต่ควรสอนให้เล่นกันอย่างถูกวิธี)
- คนที่มีพื้นที่นอกบ้าน: บ้านที่มีรั้วรอบขอบชิดให้น้องได้เดินดมสำรวจสิ่งต่างๆ ตามสัญชาตญาณ
- เจ้าของที่พร้อมให้เวลา: คนที่สามารถอยู่ใกล้ชิดและมีกิจกรรมให้ทำสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้น้องเหงา
บีเกิลไม่เหมาะสำหรับ:
- สายสงบที่รักความเงียบ: บีเกิลขึ้นชื่อเรื่องการเห่าและหอนเสียงดังเมื่อตื่นเต้นหรือเบื่อ
- คนที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน: หากถูกทิ้งให้อยู่ลำพังนานๆ จะเกิดความเครียดและทำลายข้าวของได้ง่าย
- คนที่ไม่ชอบความวุ่นวาย: บีเกิลซนและดื้อยาในบางครั้ง ต้องใช้ความอดทนสูงในการฝึก
- พื้นที่จำกัด (เช่น คอนโด): เนื่องจากเสียงเห่าและพลังงานที่ล้นเหลือ อาจรบกวนเพื่อนบ้านและดูแลได้ยาก
บีเกิลเลี้ยงในคอนโดได้ไหม?
คำตอบคือ บีเกิลสามารถเลี้ยงในคอนโดได้แต่เจ้าของต้องมีวินัยสูงมาก เนื่องจากเป็นสุนัขพลังงานล้นและช่างเห่า จึงจำเป็นต้องพาออกไปเดินเล่นนอกห้องทุกวันเพื่อระบายพลังงานและลดความเครียดสะสมที่จะนำไปสู่การพังข้าวของ ขณะเดียวกันต้องฝึกให้สุนัขควบคุมเสียงหอนเพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้าน รวมถึงจัดหาของเล่นฝึกทักษะไว้แก้เบื่อภายในห้อง
วิธีเลี้ยงหมาบีเกิลให้สุขภาพดีและไม่ป่วนบ้าน
1. พาออกกำลังกายทุกวัน
ควรพาบีเกิลออกกำลังกายทุกวัน เช่น เดินเล่น วิ่ง หรือเล่นเกมดมกลิ่น เพื่อช่วยระบายพลังงานและลดความเครียด ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาพฤติกรรมกวนใจอย่างการเห่าพร่ำเพรื่อหรือการกัดทำลายข้าวของได้ดีที่สุด
2. ฝึกวินัยตั้งแต่เด็ก
การฝึกวินัยบีเกิลควรเริ่มตั้งแต่เด็กโดยเน้นคำสั่งพื้นฐาน เช่น นั่ง, รอ, มาหา และเงียบ แม้บีเกิลจะฉลาดแต่ก็วอกแวกง่ายด้วยสัญชาตญาณการดมกลิ่น จึงควรฝึกเป็นช่วงสั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ และใช้การให้รางวัลเป็นแรงจูงใจแทนการดุแรงๆ เพื่อให้น้องเรียนรู้อย่างมีความสุขและไม่เครียดจนเกินไป
3. ใช้สายจูงเมื่อออกนอกบ้าน
เพราะบีเกิลมีสัญชาตญาณชอบตามกลิ่น เจ้าของควรใช้สายจูงทุกครั้งเมื่อพาออกนอกบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่เปิด หากน้องได้กลิ่นที่สนใจ อาจวิ่งตามไปโดยไม่สนใจเสียงเรียก ทำให้เสี่ยงต่อการหลงหรือเกิดอุบัติเหตุได้
4. ดูแลหู ขน เล็บ และฟัน
บีเกิลมีขนสั้น จึงดูแลไม่ยาก แต่อาจมีขนร่วงตามฤดูกาล ควรแปรงขนเป็นประจำเพื่อช่วยลดขนหลุดร่วงและกระตุ้นสุขภาพผิวหนัง รวมถึงดูแลในส่วนของเล็บ ฟัน และช่องปากเป็นประจำ สำหรับบีเกิลมีส่วนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษดังนี้ :
- ส่วนหูของบีเกิลเป็นหูตก ทำให้อากาศถ่ายเทได้น้อยกว่าสุนัขหูตั้ง เจ้าของควรหมั่นตรวจดูว่ามีกลิ่นผิดปกติ หูแดง หรือมีคราบสกปรกหรือไม่ หากน้องเกาหูบ่อยหรือสะบัดหัวมาก ควรพาไปพบสัตวแพทย์
4 โรคที่ควรระวังสำหรับหมาบีเกิล
โดยทั่วไป บีเกิลเป็นสุนัขที่แข็งแรงและมีอายุค่อนข้างยืน แต่ก็มีปัญหาสุขภาพบางอย่างที่เจ้าของควรใส่ใจเป็นพิเศษ
- โรคอ้วนและน้ำหนักเกิน : บีเกิลเป็นสุนัขที่กินเก่งและอ้อนขออาหารเก่งมากจนเสี่ยงต่อน้ำหนักเกิน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อข้อต่อและระบบหัวใจ เจ้าของจึงควรให้อาหารเป็นมื้อในปริมาณที่เหมาะสม ไม่วางทิ้งไว้ทั้งวัน และจำกัดจำนวนขนมอย่างเคร่งครัด หากพบว่าน้องเริ่มท้วมควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อวางแผนควบคุมน้ำหนักทันที
- หูอักเสบ : ด้วยลักษณะหูตก บีเกิลอาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาหู เช่น หูอักเสบหรือมีกลิ่นหูผิดปกติ ควรตรวจหูเป็นประจำ และทำความสะอาดตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ ไม่ควรใช้สำลีหรืออุปกรณ์แหย่ลึกเข้าไปในหู เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บได้
- ปัญหาผิวหนัง ตา ฟัน และข้อต่อ : บีเกิลบางตัวอาจมีปัญหาผิวหนัง ภูมิแพ้ น้ำตาไหล ปัญหาฟัน หรือปัญหาข้อต่อเมื่ออายุมากขึ้น เจ้าของควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น คันบ่อย ขนร่วงเป็นหย่อม เดินกะเผลก น้ำหนักเพิ่มเร็ว หรือซึมลง หากพบอาการเหล่านี้ควรพาไปตรวจสุขภาพ
- โรคลมชัก : เป็นโรคระบบประสาทที่พบบ่อยในบีเกิล เกิดจากสัญญาณไฟฟ้าในสมองผิดปกติ ทำให้น้องมีอาการชัก หมดสติ หรือกล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ซึ่งมักเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป แม้จะดูน่ากลัวแต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการทานยาตามที่สัตวแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ช่วยให้บีเกิลใช้ชีวิตได้ยาวนานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามปกติ
** เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ **
อาหารที่เหมาะสำหรับหมาบีเกิล
อาหารของหมาบีเกิลควรเลือกตามช่วงวัย น้ำหนัก ระดับกิจกรรม และสุขภาพของแต่ละตัว ลูกสุนัขควรได้รับอาหารที่เหมาะกับการเจริญเติบโต ส่วนบีเกิลโตเต็มวัยควรได้รับอาหารที่ช่วยคงน้ำหนักและพลังงานอย่างเหมาะสม
ข้อควรระวังเรื่องอาหารการกินของบีเกิล
เนื่องจากบีเกิลกินเก่ง เจ้าของควรระวังเรื่องปริมาณอาหารเป็นพิเศษ ไม่ควรให้อาหารตามใจหรือให้ขนมบ่อยเกินไป แม้น้องจะทำตาอ้อนเก่งแค่ไหนก็ตาม เพราะพฤติกรรมให้อาหารเกินจำเป็นอาจทำให้น้องอ้วนง่าย
ราคาเฉลี่ยของหมาบีเกิล
ราคาลูกสุนัขบีเกิลในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 – 30,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สายเลือด (Pet Grade หรือ Show Grade), ใบเพ็ดดีกรี, สีขน และความน่าเชื่อถือของฟาร์ม
ข้อดีและข้อควรรู้ก่อนเลี้ยงบีเกิล
ข้อดัของการเลี้ยงหมาบีเกิล
บีเกิลเป็นสุนัขที่มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบสุนัขขี้เล่นและเป็นมิตร จุดเด่นของบีเกิล ได้แก่
- เป็นมิตรกับคน
- ขี้เล่น ร่าเริง
- เข้ากับครอบครัวได้ดี
- ขนาดตัวไม่ใหญ่เกินไป
- ขนสั้น ดูแลง่าย
- ฉลาดและฝึกได้
- เหมาะกับคนที่ชอบทำกิจกรรมกับสุนัข
ข้อควรรู้ก่อนเลี้ยงหมาบีเกิล
แม้บีเกิลจะน่ารักและเป็นมิตร แต่ก็มีสิ่งที่ควรคิดให้ดีก่อนรับมาเลี้ยง เช่น
- ต้องการการออกกำลังกายทุกวัน
- มีแนวโน้มเห่าหรือหอน
- กินเก่งและอ้วนง่าย
- ชอบดมกลิ่นและอาจวอกแวกง่าย
- ไม่เหมาะกับการปล่อยอยู่ลำพังนาน
- ต้องฝึกวินัยอย่างสม่ำเสมอ
- ควรเก็บอาหารและของกินให้มิดชิด
ดังนั้น หากคุณไม่มีเวลาพาเดินหรือไม่ชอบเสียงเห่า บีเกิลอาจไม่ใช่สายพันธุ์ที่เหมาะที่สุด แต่ถ้าคุณพร้อมให้เวลา ฝึก และดูแลอย่างเข้าใจ บีเกิลจะเป็นสุนัขที่น่ารักและผูกพันกับครอบครัวมาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมาบีเกิล
Q: หมาบีเกิลเลี้ยงยากไหม?
บีเกิลไม่ถือว่าเลี้ยงยากมาก แต่ต้องการเวลาออกกำลังกาย ฝึกวินัย และควบคุมอาหาร หากไม่มีเวลาให้น้องเพียงพอ อาจเกิดปัญหาเห่า ซน หรือกัดของได้
Q: บีเกิลเหมาะกับมือใหม่ไหม?
เหมาะได้ หากเจ้าของมือใหม่ศึกษาวิธีเลี้ยงให้ดีและพร้อมฝึกอย่างสม่ำเสมอ บีเกิลเป็นสุนัขเป็นมิตร แต่มีพลังงานสูงและอาจดื้อหากไม่ได้รับการฝึก
Q: บีเกิลเห่าบ่อยไหม?
บีเกิลมีแนวโน้มเห่าหรือหอนได้ โดยเฉพาะเมื่อเบื่อ เหงา หรือตื่นเต้น การออกกำลังกายและการฝึกคำสั่งพื้นฐานช่วยลดพฤติกรรมนี้ได้
Q: บีเกิลเลี้ยงในคอนโดได้ไหม?
เลี้ยงได้ หากคอนโดอนุญาตและเจ้าของมีเวลาพาออกไปเดินทุกวัน ควรฝึกไม่ให้เห่าเสียงดังและจัดกิจกรรมแก้เบื่อในห้อง
Q: บีเกิลอยู่คนเดียวได้ไหม?
บีเกิลอยู่คนเดียวได้ช่วงสั้น ๆ แต่ไม่เหมาะกับการถูกปล่อยให้อยู่ลำพังนาน เพราะอาจเครียด เห่า หอน หรือทำลายของได้
Q: บีเกิลเข้ากับเด็กได้ไหม?
โดยทั่วไปบีเกิลเป็นมิตรและเข้ากับเด็กได้ดี หากได้รับการฝึกเข้าสังคมอย่างเหมาะสม และเด็กควรได้รับการสอนให้เล่นกับสุนัขอย่างอ่อนโยน
Q: บีเกิลกินเก่งไหม?
บีเกิลกินเก่งมากและมักขออาหารเก่ง เจ้าของควรควบคุมปริมาณอาหารและขนม เพื่อป้องกันน้ำหนักเกิน
อ้างอิงจาก
- Merck Veterinary Manual – Nutritional Requirements of Small Animals https://www.merckvetmanual.com/management-and-nutrition/nutrition-small-animals/nutritional-requirements-of-small-animals
- American Kennel Club (AKC) – Beagle Dog Breed Information https://www.akc.org/dog-breeds/beagle/
บทความน่าสนใจ

เมื่อสุนัขคัน เกาไม่หยุด เลียเท้าบ่อย ขนร่วง ผิวหนังแดง หูอักเสบซ้ำ หรือท้องเสียง่าย เจ้าของอาจเริ่มสงสัยว่า “สุนัขแพ้อาหารหรือเปล่า?” และมักเจอคำว่า Hypoallergenic Dog Food กับ Anallergenic Dog Food ซึ่งดูคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ระดับการย่อยโปรตีนและขนาดโมเลกุลของโปรตีน โดยสรุป Hypoallergenic Dog Food ใช้โปรตีนที่ถูกย่อยให้มีโมเลกุลเล็กลง เพื่อลดโอกาสกระตุ้นการตอบสนองต่ออาหาร เหมาะกับสุนัขแพ้ง่ายหรือไวต่ออาหารทั่วไป ส่วน Anallergenic Dog Food ใช้โปรตีนที่มีโมเลกุลเล็กกว่า จึงอาจเหมาะกับสุนัขที่ไวต่ออาหารมาก หรือต้องการการดูแลเฉพาะทางมากขึ้น บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจความต่างระหว่าง Hypoallergenic กับ Anallergenic พร้อมแนวทางเลือกสูตรอาหารให้เหมาะกับสุนัขที่มีปัญหาคัน ผิวหนังแพ้ง่าย ขนร่วง หรือสงสัยว่าแพ้อาหาร หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการดูแลเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากสุนัขมีอาการคันรุนแรง ผิวหนังอักเสบ หรือสงสัยว่าแพ้อาหาร ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเปลี่ยนอาหาร โดยเฉพาะอาหารกลุ่ม Veterinary Diet หรืออาหารสูตรเฉพาะทาง สารบัญเนื้อหา Hypoallergenic Dog Food คืออะไร? Anal […]

ถ้าสุนัขถ่ายเหลวบ่อย อุจจาระไม่เป็นก้อน ท้องเสียง่าย หรือมีอาการคันผิวหนังร่วมกับระบบย่อยอาหารรวน เจ้าของหลายคนอาจเริ่มมองหาอาหารสุนัขที่มี FOS prebiotic เพราะได้ยินว่าช่วยดูแลลำไส้และระบบขับถ่ายได้ดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว FOS คืออะไร ช่วยสุนัขเรื่องอะไรบ้าง ควรได้รับในปริมาณเท่าไรถึงเหมาะสม และถ้าสุนัขแพ้อาหารหรือผิวหนังแพ้ง่าย การเลือกอาหารที่มี FOS อย่างเดียวเพียงพอไหม? บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ พร้อมแนวทางเลือกอาหารสำหรับสุนัขระบบย่อยไว สุนัขแพ้ง่าย และสุนัขที่ต้องการอาหารสูตรเฉพาะทาง หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลโภชนาการและการดูแลเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากสุนัขมีอาการท้องเสียเรื้อรัง คันรุนแรง ผิวหนังอักเสบ อาเจียน น้ำหนักลด หรือไม่กินอาหาร ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและรับการดูแลที่เหมาะสม สารบัญเนื้อหา FOS Prebiotic คืออะไร? FOS Prebiotic ในอาหารหมาช่วยอะไรบ้าง? ปริมาณ FOS Prebiotic ที่เหมาะสมสำหรับสุนัข ควรให้เท่าไร? FOS กับปัญหากลุ่มอาการเฉพาะในสุนัข อาการแพ้อาหารหรือไวต่ออาหาร วิธีเลือกอาหารสำหรับหมาแพ้ง่าย ถ้าสุนัขแพ้ง่าย เลือกอาหารที่มี FOS […]

อาการคัน ผิวแดง ขนร่วง หรือเลียเท้าบ่อย เป็นปัญหาที่เจ้าของสุนัขหลายคนกังวล โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าสุนัขอาจมี “ผิวหนังแพ้” หรือ “แพ้อาหาร” หนึ่งในสารอาหารที่มักถูกพูดถึงคือ โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 เพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพผิวหนัง เส้นขน และการอักเสบของร่างกาย คำตอบคือ โอเมก้า 3 และ 6 อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพผิวหนังและเส้นขนของสุนัขได้ โดยเฉพาะในแง่การดูแลเกราะป้องกันผิว ความชุ่มชื้นของผิว และคุณภาพเส้นขน แต่ไม่ควรมองว่าโอเมก้า 3 และ 6 เป็นยารักษาโรคผิวหนังหรือโรคภูมิแพ้โดยตรง เพราะอาการคันและผิวหนังแพ้ในสุนัขเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งแพ้อาหาร แพ้สิ่งแวดล้อม เห็บหมัด เชื้อรา แบคทีเรีย หรือโรคผิวหนังอื่น ๆ หากสุนัขมีอาการคันมาก ขนร่วงเป็นหย่อม ผิวแดง มีกลิ่นตัวแรง หูอักเสบ หรือมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ก่อนเลือกอาหารหรือเสริมสารอาหารด้วยตัวเอง สารบัญเนื้อหา โอเมก้า 3 และ 6 คืออะไร? ประโยชน์ของโอเมก้า 3 และ 6 สำหรับสุนัข โอเมก้า 3 และ 6 ช่วยเรื่องปัญหาผิวสุนัขได้จริงไหม? สัญญาณที่บอกว่าสุนัขควรได้รับการดูแลเรื่องผิวหนังและขน สารอาหารสำคัญอื่น ๆ ที่ช่วยดูแลผิวหนัง […]




